วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ลองดูนะ เผยวิธีง่ายๆ ในการกำจัดไฝและหูดออกไป


ลองดูนะ เผยวิธีง่ายๆ ในการกำจัดไฝและหูดออกไป

ต่อไปนี้จะเป็นคำอธิบายว่าทำไมเราถึงมีไฝและหูดรวมถึงวิธีที่จะกำจัดมันออกไป ไฝและหูดเป็นสัญญาณจากร่างกายของคุณว่าถึงเวลาที่คุณต้องทำความสะอาดร่างกาย เพราะร่างกายของเราสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในอวัยวะต่างๆ ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงระหว่างตับและหัวใจ แม้กระทั้งดวงตาและใบหน้า

หากคุณสังเกตเห็นหูดบนแขนคุณสามารถคิดไว้เลยว่ามีสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะภายในของเรา เช่น ปอดเนื่องจากหากเกิดการสะสมสารพิษในปอดจะเกิดจุดต่างๆ ขึ้นบนผิวของคุณ เราจึงสามารถพูดได้ว่าไฝหรือหูดเป็นสัญญาณบอกถึงความผิดปรกติจากอวัยวะภายใน

พยายามสังเกตุสัญญาณเตือนและทำความสะอาดร่างกายของคุณ

ทำไมคุณถึงมีไฝและหูด เพราะขยะส่วนใหญ่จะถูกสะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ของคุณ ควรเริ่มต้นทำความสะอาดอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต และถุงน้ำดี โดยการทำความสะอาดด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่ 4 วัน เพื่อกำจัดสารพิษและสิ่งสกปรกออกไปจากร่างกายของคุณ

ขั้นตอนง่ายๆ ในการกำจัดจุดด่างพร้อยและทำให้ผิวของคุณสวยงาม

หนึ่งในส่วนผสมนี้เป็นธรรมชาติที่สามารถใช้กำจัดไฝหรือหูดและทำให้ผิวของคุณสวยงามขึ้นนั้นคือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ มันสามารถต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เพียงคุณใช้ผ้าฝ้ายจุ่มไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 35% เช็ดทุกวันๆ ละ 5-6 ครั้ง มันจะช่วยกำจัดไฝและหูดและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

สำหรับจุดด่างดำที่เกิดจากแสงแดด ให้คุณผสมโซดาไบคาร์บอเนตและวอดก้าเช็ดทำความสะอาดรูขุมขนบนผิวและใช้น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันสกัดหอมระเหยสำหรับบำรุงผิวของคุณเพียงเท่านี้ผิวของคุณก็จะกลับมาสะอาดสวยงามอีกครั้ง!

อ้างอิง : allabouthealthylife.com แปลข้อมูลโดย : http://www.rak-sukapap.com/

ลองดูนะ เผยวิธีง่ายๆ ในการกำจัดไฝและหูดออกไป


ลองดูนะ เผยวิธีง่ายๆ ในการกำจัดไฝและหูดออกไป

ต่อไปนี้จะเป็นคำอธิบายว่าทำไมเราถึงมีไฝและหูดรวมถึงวิธีที่จะกำจัดมันออกไป ไฝและหูดเป็นสัญญาณจากร่างกายของคุณว่าถึงเวลาที่คุณต้องทำความสะอาดร่างกาย เพราะร่างกายของเราสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในอวัยวะต่างๆ ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงระหว่างตับและหัวใจ แม้กระทั้งดวงตาและใบหน้า

หากคุณสังเกตเห็นหูดบนแขนคุณสามารถคิดไว้เลยว่ามีสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะภายในของเรา เช่น ปอดเนื่องจากหากเกิดการสะสมสารพิษในปอดจะเกิดจุดต่างๆ ขึ้นบนผิวของคุณ เราจึงสามารถพูดได้ว่าไฝหรือหูดเป็นสัญญาณบอกถึงความผิดปรกติจากอวัยวะภายใน

พยายามสังเกตุสัญญาณเตือนและทำความสะอาดร่างกายของคุณ

ทำไมคุณถึงมีไฝและหูด เพราะขยะส่วนใหญ่จะถูกสะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ของคุณ ควรเริ่มต้นทำความสะอาดอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต และถุงน้ำดี โดยการทำความสะอาดด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่ 4 วัน เพื่อกำจัดสารพิษและสิ่งสกปรกออกไปจากร่างกายของคุณ

ขั้นตอนง่ายๆ ในการกำจัดจุดด่างพร้อยและทำให้ผิวของคุณสวยงาม

หนึ่งในส่วนผสมนี้เป็นธรรมชาติที่สามารถใช้กำจัดไฝหรือหูดและทำให้ผิวของคุณสวยงามขึ้นนั้นคือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ มันสามารถต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เพียงคุณใช้ผ้าฝ้ายจุ่มไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 35% เช็ดทุกวันๆ ละ 5-6 ครั้ง มันจะช่วยกำจัดไฝและหูดและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

สำหรับจุดด่างดำที่เกิดจากแสงแดด ให้คุณผสมโซดาไบคาร์บอเนตและวอดก้าเช็ดทำความสะอาดรูขุมขนบนผิวและใช้น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันสกัดหอมระเหยสำหรับบำรุงผิวของคุณเพียงเท่านี้ผิวของคุณก็จะกลับมาสะอาดสวยงามอีกครั้ง!

อ้างอิง : allabouthealthylife.com แปลข้อมูลโดย : http://www.rak-sukapap.com/

ลองดูนะ เผยวิธีง่ายๆ ในการกำจัดไฝและหูดออกไป


ลองดูนะ เผยวิธีง่ายๆ ในการกำจัดไฝและหูดออกไป

ต่อไปนี้จะเป็นคำอธิบายว่าทำไมเราถึงมีไฝและหูดรวมถึงวิธีที่จะกำจัดมันออกไป ไฝและหูดเป็นสัญญาณจากร่างกายของคุณว่าถึงเวลาที่คุณต้องทำความสะอาดร่างกาย เพราะร่างกายของเราสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในอวัยวะต่างๆ ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงระหว่างตับและหัวใจ แม้กระทั้งดวงตาและใบหน้า

หากคุณสังเกตเห็นหูดบนแขนคุณสามารถคิดไว้เลยว่ามีสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะภายในของเรา เช่น ปอดเนื่องจากหากเกิดการสะสมสารพิษในปอดจะเกิดจุดต่างๆ ขึ้นบนผิวของคุณ เราจึงสามารถพูดได้ว่าไฝหรือหูดเป็นสัญญาณบอกถึงความผิดปรกติจากอวัยวะภายใน

พยายามสังเกตุสัญญาณเตือนและทำความสะอาดร่างกายของคุณ

ทำไมคุณถึงมีไฝและหูด เพราะขยะส่วนใหญ่จะถูกสะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ของคุณ ควรเริ่มต้นทำความสะอาดอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต และถุงน้ำดี โดยการทำความสะอาดด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่ 4 วัน เพื่อกำจัดสารพิษและสิ่งสกปรกออกไปจากร่างกายของคุณ

ขั้นตอนง่ายๆ ในการกำจัดจุดด่างพร้อยและทำให้ผิวของคุณสวยงาม

หนึ่งในส่วนผสมนี้เป็นธรรมชาติที่สามารถใช้กำจัดไฝหรือหูดและทำให้ผิวของคุณสวยงามขึ้นนั้นคือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ มันสามารถต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เพียงคุณใช้ผ้าฝ้ายจุ่มไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 35% เช็ดทุกวันๆ ละ 5-6 ครั้ง มันจะช่วยกำจัดไฝและหูดและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

สำหรับจุดด่างดำที่เกิดจากแสงแดด ให้คุณผสมโซดาไบคาร์บอเนตและวอดก้าเช็ดทำความสะอาดรูขุมขนบนผิวและใช้น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันสกัดหอมระเหยสำหรับบำรุงผิวของคุณเพียงเท่านี้ผิวของคุณก็จะกลับมาสะอาดสวยงามอีกครั้ง!

อ้างอิง : allabouthealthylife.com แปลข้อมูลโดย : http://www.rak-sukapap.com/

ปลูกไว้บ้าง พืช 4 ชนิดนี้สามารถรักษาอาการหยุดหายใจในขณะหลับ และโรคนอนไม่หลับได้


ปลูกไว้บ้าง พืช 4 ชนิดนี้สามารถรักษาอาการหยุดหายใจในขณะหลับ และโรคนอนไม่หลับได้

น่าเศร้าที่ชาวอเมริการนับล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานจากความผิดปกติในการนอนหลับ เช่น การหยุดหายใจขณะนอนหลับรวมถึงอาการนอนไม่หลับ อาการนอนไม่หลับสร้างผลกระทบต่อชีวิตอย่างมากมายเนื่องจากเราพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แพทย์ได้กล่าวว่าการนอนไม่หลับเกิดจากสารบางอย่างที่หลั่งออกมามากเกินไปและปัจจัยทางชีวภาพ มีการวิจัยระบุว่าการนอนไม่หลับเกิดจากสมองทำงานผิดปกติมันจะกระตุ้นให้รู้สึกตัวและชาวอเมริกันกว่า 60 ล้านคนกำลังประสบกับปัญหานี้

การหยุดหายใจในขณะหลับสามารถเกิดขึ้นได้มากกว่าสองครั้งในขณะที่คุณนอนหลับ ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการหายใจได้ไม่ลึกหรือไม่ก็หยุดหายใจไปชั่วขณะ เป็นผลให้ขาดการพักผ่อนที่เพียงพอและทำให้รู้สึกอ่อนล้าตลอดทั้งวัน

มียาเพื่อใช้รักษาปัญหาเหล่านี้อยู่มากมายแต่ก็มีผลข้างเคียงและเป็นอันตรายถึงชีวิต ยกตัวอย่างเช่น เกิดการไหม้เกรียมที่ผิว ความอยากอาหารผิดปกติ ความรู้สึกเสียวแปลบ อาการครึ่งหลับครึ่งตื่น ภาวะผิดปกติในสมองและหน่วยความจำ ด้วยเหตุนี้เราจึงอยากแนะนำตัวเลือกที่ปลอดภัยในการรักษาอาการเหล่านี้ด้วยธรรมชาติจากพืชที่ให้ผลอย่างมีประสิทธิภาพมากที่จะช่วยให้คุณนอนหลับได้ในเวลาไม่นาน!

ลิ้นมังกร Snake plant พืชชนิดนี้เหมาะมากสำหรับห้องนอนเพราะมันจะแปลง CO2 เป็นก๊าซออกซิเจนในเวลากลางคืน และยังช่วยกรองสารฟอร์มาลดีไฮด์, ไซลีน, โทลูอิน, เบนซิน และสารไตรคลอโรเอทิลีน (Trichloroethylene) ที่อยู่ในอากาศ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดควรวางพืชชนิดนี้ให้สูงกว่าเอวของเรา

ลาเวนเดอร์ Lavender พืชชนิดนี้รู้กันว่าจะช่วยให้การนอนหลับเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นและทำให้หลับสนิทตลอดทั้งคืน

มะลิ Jasmine มะลิยอดเยี่ยมในเรื่องการคลายความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจอีกทั้งยังเพิ่มคุณภาพในการนอนหลับและกลิ่นหอมของมันจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ตลอดทั้งวัน

โรสแมรี่ Rosemary พืชชนิดนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพมากในการปรับปรุงหน่วยความจำและช่วยปรับอากาศภายในห้องได้อย่างยอดเยี่ยม

แปลข้อมูลโดย : www.rak-sukapap.com

เผยสุดยอดสมุนไพรลดความดัน 10 ชนิด คนเป็นความดันโลหิตสูง ห้ามพลาด


เผยสุดยอดสมุนไพรลดความดัน 10 ชนิด คนเป็นความดันโลหิตสูง ห้ามพลาด

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคใกล้ตัวที่เราจะมองข้ามไม่ได้ เพราะปัจจุบันมีคนป่วยด้วยโรคนี้ต้องรับการรักษาไม่น้อย ซึ่งนอกจากการรักษาด้วยการรับประทานยาแล้ว การรับประทานอาหาร และการใช้สมุนไพรบางชนิดก็ช่วยให้ความดันโลหิตที่เคยสูงลดลงได้ ซึ่งสมุนไพรไทยลดความดันโลหิตสูงก็ไม่ใช่สมุนไพรที่หายากเลยค่ะ แถมยังสามารถรับประทานได้ง่าย ไม่ต้องผ่านกรรมวิธีมากมาย อยากรู้กันแล้วใช่ไหมละ ว่าสมุนไพรไทยรักษาความดันโลหิตสูงนั้นมีอะไรบ้าง และสามารถนำมารับประทานกันได้อย่างไร ไปดูกันเลย

1. กระเทียม เจ้าสมุนไพรกลิ่นฉุนและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเรานิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหารชนิดต่าง ๆ มีสรรพคุณในการลดความดันโลหิตสูงได้ดีเชียวละค่ะ แถมยังหาง่ายอีกด้วย โดยเรื่องนี้ถูกยืนยันโดยนักวิจัยจากออสเตรเลีย อย่างอาจารย์คาริน รีด อาจารย์ประจำคณะแพทย์เวชทั่วไป แห่งมหาวิทยาลัยอเดเลด ออสเตรเลีย ที่พบว่า สารสกัดจากกระเทียมสามารถลดความดันโลหิตลงได้ แต่ก็ควรเป็นหัวกระเทียมแก่นะคะ เพราะหากเป็นกระเทียมที่ยังอ่อนอยู่หรือกระเทียมที่ผ่านการปรุงสุกแล้วละก็ จะได้สรรพคุณไม่เทียบเท่ากับหัวกระเทียมแก่ค่ะ

2. ใบกะเพรา ใบกะเพราที่เรานิยมนำมันมาผัดกับเนื้อสัตว์ นอกจากจะช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารแล้วยังช่วยลดความดันโลหิดได้อีกด้วยละค่ะ ซึ่งคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แนะนำให้ผู้ที่มีความดันสูงรับประทานใบกะเพราเป็นประจำ โดยวิธีการรับประทานใบกะเพราก็มีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การนำใบมาเคี้ยวรับประทานกันสด ๆ นำไปคั้นแล้วผสมกับน้ำอุ่น นำไปตากแห้งเป็นใบชามาชงผสมกับชาและดอกคาโมมายด์ หรือจะนำไปผัดกับเนื้อสัตว์เป็นแล้วรับประทานเป็นกับข้าวก็ทำได้ทั้งนั้นเลย

3. กระเจี๊ยบแดง เจ้าดอกไม้สีแดงเข้มที่เรามักนิยมนำมาต้มเพื่อนำน้ำมาดื่มนี้ ถูกศึกษาและวิจัยจนพบว่าสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ เนื่องจากในกระเจี้ยบแดงมีสารแอนโธไซยานิน (anthocyanins) ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วก็จะไปช่วยเสริมสร้างให้หลอดเลือดแข็งแรง วิธีรับประทานกระเจี้ยบก็ไม่ยาก เพียงนำกลีบเลี้ยงของดอกกระเจี๊ยบไปตากแห้งแล้วนำมาบดชงดื่มวันละ 3 ครั้ง เป็นประจำทุกวันก็จะทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ค่ะ

4. บัวบก คงเคยได้ยินกันใช่ไหมคะว่าน้ำใบบกช่วยแก้อาการช้ำในได้ แต่จริง ๆ แล้วบัวบกไม่ได้มีสรรพคุณแค่นั้นนะ แต่ยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย โดยเฉพาะสรรพคุณในลดความดัน โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้แนะนำว่าการดื่มน้ำใบบัวบกเป็นประจำทุกวันทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ แถมเจ้าบัวบกนี้ยังช่วยทำให้หลอดเลือดดำและเส้นเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น และช่วยคลายเครียดได้ ซึ่งความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตสูง วิธีรับประทานก็ไม่ยากค่ะ เพียงนำบัวบกทั้งต้นมาคั้นเอาแต่น้ำดื่ม โดยอาจจะเติมน้ำตาลเล็กน้อยหรือจะผสมกับน้ำใบเตยเพื่อลดรสชาติเหม็นเขียวค่ะ

5. ตะไคร้ ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรที่เรามักจะนำไปเป็นเครื่องปรุงต้มยำ เหตุก็เพราะว่าตะไคร้มีกลิ่นหอม ซึ่งนอกจากมันจะมีสรรพคุณในการขับปัสสาวะและขับลมแล้ว ยังช่วยลดความดันโลหิตได้ด้วยละ นอกจากนี้กลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยยังช่วยบรรเทาอาการปวดหัวที่เนื่องมาจากความเครียดได้อีกด้วย และที่สำคัญตะไคร้ยังเป็นพืชสมุนไพรที่หาง่ายและสามารถปลูกเป็นพืชผักสวนครัวได้ วิธีการรับประทานตะไคร้ ก็สามารถทำได้ตั้งแต่นำมาทำยำตะไคร้ ใส่เป็นเครื่องปรุงต้มยำ หรือแม้แต่นำมาต้มน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยก่อนอาหาร อาจจะเติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งเล็กน้อยเพื่อให้รสชาติกลมกล่อมมากขึ้นค่ะ

6. ขึ้นฉ่าย ขึ้นฉ่าย เป็นสมุนไพรที่ชาวเอเชียนำมาใช้เป็นยาลดความดันโลหิตต่อเนื่องกันมายาวนานกว่าว่า 2,000 ปี โดยชาวจีนและเวียดนามเชื่อว่าการรับประทานขึ้นฉ่ายวันละ 4 ต้น จะทำให้ความดันโลหิตเป็นปกติ แถมในการแพทย์อายุรเวทของอินเดียยังมีการนำเมล็ดขึ้นฉ่ายมาใช้เพื่อขับปัสสาวะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการบวมน้ำอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยขึ้นฉ่ายกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่าขึ้นฉ่ายมีฤทธิ์ในการลดความดันโลหิต คุมกำเนิด ยับยั้งมะเร็ง ลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ได้อีกด้วย

7. ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรที่มีรสชาติขมปี๋จนใคร ๆ ต้องหลีกไกลอย่างฟ้าทะลายโจรนี้ เป็นสมุนไพรที่มากสรรพคุณจนคนที่เคยไม่ชอบมันจะต้องเปลี่ยนความคิดเล โดยเฉพาะสรรพคุณในการลดความดันโลหิต ซึ่งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับฟ้าทะลายโจรและพบว่า สารสกัดจากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ในการลดความดันโลหิต ช่วยในการขยายตัวของหลอดเลือด และลดอัตรการเต้นของหัวใจไม่ให้เร็วจนเกินไป นอกจากนี้ฟ้าทะลายโจรยังมีฤทธิ์เย็น ช่วยบรรเทาอาการร้อนในได้อีกด้วย แต่ก็ไม่ต้องรับประทานสด ๆ ให้ต้องรู้สึกลำบากใจ เดี๋ยวนี้ฟ้าทะลายโจรมีการนำมาทำเป็นแคปซูลและอัดเม็ดให้เลือกรับประทานได้สะดวกขึ้นด้วยนะ

8. ขิง ขิง เป็นสมุนไพรโบราณที่นำมาใช้ในการรักษาโรคมากกว่า 5,000 ปี ซึ่งไม่เพียงช่วยย่อยอาหาร ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วย แต่ก็ควรใช้อย่างระมัดระวังเนื่องจากขิงเป็นพืชที่มีฤทธิ์ร้อน หากรับประทานมากไปอาจจะทำให้เกิดร้อนใน และแผลในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีและรับประทานยาละลายลิ่มเลือดควรปรึกษาแพทย์และระมัดระวังในการใช้ด้วยค่ะ

9. มะกรูด มะกรูด เป็นสมุนไพรที่มากด้วยสรรพคุณทางยา แถมยังนิยมส่วนของใบและน้ำของผลมะกรูดมาใช้ในการทำอาหารอีกด้วย นอกจากนี้ เภสัชกรหญิงจุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก เภสัชกร 8 วช. ศูนย์บริการการสาธารณสุข ยังได้แนะนำเอาไว้ในหนังสือ สมุนไพรลดความดันโลหิตสูง ว่า มะกรูดมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาช่วยลดความดันโลหิด และช่วยต้านเชื่อแบคเรียได้อีกด้วย โดยการนำใบมะกรูด 7-10 ใบมาต้มน้ำดื่มเช้าเย็นเป็นประจำทุกวันก็จะช่วยให้ความดันโลหิตเป็นปกติได้ค่ะ

10. อบเชย อบเชย สมุนไพรที่มีกลิ่นหอมหวานชนิดนี้ มีการวิจัยในญี่ปุุ่นพบว่ามันมีสรรพคุณในการช่วยลดความดันโลหิต โดยการนำผงอบเชยสำเร็จรูปหรือนำอบเชยมาบดให้เป็นผงชงกับน้ำดื่ม เช้า เย็นและก่อนนอน นอกจากนี้อบเชยยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ใครที่กำลังป่วยเป็นโรคเบาหวานและมีอาการความดันโลหิตสูงแทรกซ้อนละก็ ไม่ควรมองข้ามสมุนไพรชนิดนี้เลยละค่ะ เพราะให้ประโยชน์ตั้ง 2 ชั้นเชียวนะ

สมุนไพรลดความดัน แม้ว่าจะดีต่อการลดระดับความดันโลหิตในร่างกายและช่วยรักษาสุขภาพของหลอดเลือดให้แข็งแรงแล้ว แต่ก็ควรเลือกรับประทานอย่างระมัดระวัง เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจส่งผลต่อร่างกายได้ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง ดังนั้นทางที่ดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะเริ่มนำสมุนไพรเหล่านี้มาช่วยในการลดความดันโลหิตนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก... , สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์, กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ลองทำดูนะ แนะวิธีไหว้พระภูมิเจ้าที่ในบ้านที่ถูกต้อง แก้เคล็ดชีวิต เสริมดวงให้รุ่งเรือง


ลองทำดูนะ แนะวิธีไหว้พระภูมิเจ้าที่ในบ้านที่ถูกต้อง แก้เคล็ดชีวิต เสริมดวงให้รุ่งเรือง
Advertisements

เคล็ดลับการเสริมดวงนี้เหมาะนำไปใช้ในช่วงปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ นี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง เป็นการแก้เคล็ดที่ง่ายมาก แต่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นต่อชีวิต ซึ่งเคล็ดลับที่ว่านี้มาจากพระครูวิสารสรจักษ์ หรือ หลวงปู่เงิน กตสาโร วัดเกาะแก้ว ผู้ประสาทเคล็ดนี้ให้แก่ท่านที่ประสพปัญหา ชีวิตไม่ราบรื่น มีอุปสรรค หรือว่าคนในบ้านเจ็บป่วยบ่อย หรือประสบอุบัติเหตุ บ่อยๆ นั้น

อาจเป็นเพราะเราอาจจะไมได้ตั้งใจไปทำสิ่งใดที่อาจจะไม่ถูกใจเจ้าที่หรือผี บ้านผีเรือน หรือบางทีเราไม่ทราบว่าบ้านเรานั้นก่อนจะมาเป็นของเรามีสิ่งใดหรือมีอะไร อัปมงคลมาก่อน วิธีแก้ร้ายให้กลับคืนเป็นดี คือ

ในตอนเช้าให้เตรียมการไหว้พระภูมิเจ้าที่ ศาลตายายในบ้านแบบง่ายๆคือ ดังนี้

1.ส้ม 4 ผล เป็นมงคล(ห้ามส้มโอ หรือส้มโอมือ)

2.ข้าวปลาอาหารที่ปรุงแล้วตามอัธยาศัย

3.ขนม หวานจะเป็นจับกิมทึ้งแบบจีน หรือ ขนมหวานแบบไทย จำพวกทองต่างๆๆก็ได้ และต้องมีขนมน้ำดอกไม้ด้วย(หลวงปู่บอกว่าเป็นเคล็ดในการขอขมาแบบว่าในปีๆๆ หนึ่งเราอาจเคยล่วงเกินเจ้าที่เจ้าทางขนมน้ำดอกไม้เป็นเครื่องแสดงการขอขมา)

4.พวงมาลัย จะเป็นดาวเรือง หรือเจ็ดสีเจ็ดศอกก็ได้ตามฐานานุรูป

5.ธูป

ให้นำเครื่องไหว้ไปวางหน้าศาล พระภูมิ ศาลตายายแล้วจุดธูป สวดพระมนต์ขอขมาดังนี้

ตั้งนโม 3 จบ

“อิติสุคโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปฐวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง” จุดธูปบอกเจ้าที่อธิษฐานว่าวันนี้ลูกจะทำความสะอาดบ้าน สิ่งใดที่ลูกเคยล่วงเกินพระภูมิเจ้าที่ คุณตาคุณยายก็ขอโทษ สิ่งใดไม่ดีก็ขอให้ไปกับสิ่งสกปรกที่จะทำความสะอาดวันนี้ด้วยเถิด

แล้วอธิษฐานขอพรตามปรารถนาจากนั้นปักธูป เสร็จแล้วพอธูปหมดดอกก็เริ่มทำความสะอาดบ้าน

แต่ให้ทำเป็นเคล็ดตามลำดับดังนี้คือ

ให้ทำความสะอาด ฝาบ้าน เพดาน ตามซอกตามมุม แล้ว เอาฝุ่นละอองมารวมกองไว้ที่เดียว แล้วห่อด้วยผ้าขาวให้มิดชิด นำห่อผ้าขาว ไปทิ้งที่บริเวณถังขยะในวัดใดวัดหนึ่ง ทิ้งแล้วห้ามเหลียวหลังดูเป็นอันขาด เป็นการเหมือนกับเอาสิ่งอัปมงคลออกไปจากบ้าน

ฉะนั้นห้ามหันไปดูเป็นอันขาดจาก นั้นให้เอาน้ำพระพุทธมนต์หน้าพระประธานในบ้าน(ถ้ามี) หรือไปขอน้ำพระพุทธมนต์ตามวัดที่ดังๆ เช่น วัดสุทัศน์ วัดสระเกส วัดอินทรวิหารเป็นต้น หรือ ขอมาจากพระสงฆ์ ที่เรานับถือพรมตามเพดาน ฝาบ้าน และบริเวณบ้านให้ทั่ว ระหว่างพรมให้ตั้งจิตคิดแต่สิ่งดีดีที่เป็นมงคล ห้ามทุกคนในบ้านด่าหรือพูดคำอัปมงคลใส่กัน

เสร็จแล้วในรุ่งเช้าของอีก วันให้ตักบาตร หรือทำสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลให้แก่พระภูมิเจ้าที่ เจ้าทางผีบ้านผีเรือน โดยเฉพาะ เพื่อเป็นเคล็ดให้ท่านเฝ้าปกป้องคุ้มภัยให้เราครับ

หมายเหตุ หลวงปู่เงิน กตสาโร ท่านว่าการไหว้พระภูมิเจ้าที่แบบนี้อธิษฐานสิ่งใดภูมิเทวดาท่านจะอนุเคราะห์ สุดความสามารถและ เจ้ากรรมนานเวรได้ยินจะยอมอโหสิกรรมให้ จึงทำแล้วดีทางเมตตาและคุ้มครองภัยในบ้านจะหมดทุกข์หมดโศก โรคภัยไข้เจ็บจะหาย ครอบครัวเป็นสุข เทวดาคุ้มครอง…

ที่มา www.naarn.com/4036/
Advertisements

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ไปขอร้านกาแฟไว้เลย 15 ประโยชน์ของกากกาแฟ บอกเลยมันดีมาก


ไปขอร้านกาแฟไว้เลย 15 ประโยชน์ของกากกาแฟ บอกเลยมันดีมาก

กากกาแฟเหลือ ๆ ที่ดูไม่มีความหมาย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างหลากหลายอย่าง ถ้าใครคิดว่ามันไร้ค่าและกำลังจะโยนมันทิ้งไป ขอให้ลองเปลี่ยนใจและเอากากกาแฟมาใช้ประโยชน์เหล่านี้ดูเถอะค่ะ เพราะว่ามันมีประโยชน์มากมายเกินกว่าที่หลายคนจะคาดถึงเลยทีเดียว ส่วนจะมีอะไรบ้างวันนี้เรามีข้อมูลน่าสนใจมาฝากกันค่ะ

1. ไล่หอยทาก ไส้เดือน และแมลงบางชนิด ใครไม่อยากให้มีสัตว์ผิวเมือกอย่าง หอยทาก ไส้เดือน และแมลงบางชนิด อยู่ในบ้าน กากกาแฟช่วยคุณได้แน่นอน เพราะพวกสัตว์เหล่านี้มักไม่ชอบความเป็นกรดที่อยู่ในกาแฟ แค่เอากากกาแฟไปโรยตรงที่คิดว่าเป็นทางเดินของมัน มันจะหายไปเลย

2. เป็นปุ๋ยที่ดี เอาไปปลูกเห็ดก็ได้ ใครอยากมีเห็ดงาม ๆ ปลูกไว้กินเอง แค่ไปหาหัวเชื้อเห็ดชนิดที่เราต้องการมาฝังในกากกาแฟ ก็จะทำให้เห็ดที่คุณปลูกออกดอกใบใหญ่และสวยงามตามที่อยากได้ได้แล้ว และถ้าคุณเป็นคนที่ชอบปุ๋ยหมักแบบเกษตรอินทรีย์ อย่าลืมใส่กากกาแฟลงไปหมักด้วยทุกครั้ง เพราะมันจะช่วยให้ต้นไม้ยิ่งงามเข้าไปใหญ่ นอกจากนี้ กลิ่นและลักษณะของกากกาแฟยังช่วยเรียกหนอนและไส้เดือนให้มาช่วยพรวนดินได้ด้วย

3. ไล่แมวให้ห่างสวนดอกไม้ แม้คนส่วนใหญ่จะชอบกลิ่นกรุ่นกาแฟ แต่สัตว์เลี้ยงอย่างน้องแมวที่น่ารักมักจะไม่ชอบกลิ่นกาแฟหอม ๆสักเท่าไหร่ ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้น้องแมวเข้าไปเล่น กัดกิน ต้นไม้สุดหวงของคุณจนเสียหาย ก็ให้เอากากกาแฟผสมกับเปลือกส้มแล้วโรยไว้รอบ ๆ แปลงต้นไม้ หรือที่ที่ไม่อยากให้มันเดินเข้าไป เท่านี้เจ้าเมี๊ยวก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้แล้วละค่ะ

4. ยืดอายุดอกไม้ในแจกัน เทน้ำในแจกันดอกไม้ออกให้หมด แล้วใส่ดินที่ผสมกากกาแฟลงไปแทน แค่นี้ดอกไม้สดในแจกันก็จะสดชื่นสดใส และช่วยยืดอายุไขดอกไม้ไปได้อีกหลายวันแล้ว แถมบรรยากาศในบ้านก็จะสดชื่นไร้กลิ่นอับไปด้วย ประโยชน์สองต่อเลยในครั้งเดียว

5. ไล่มดให้ไกลห่างทางตู้กับข้าว ตู้กับข้าวบ้านใครที่มักจะเจอมดบุกรุกอยู่เสมอ และไม่อยากเอาน้ำมารองขาตู้ให้ยุงมาวางไข่ แค่เปลี่ยนวิธีโดยการนำกากกาแฟมาทาที่ขาตู้แทน เท่านี้มดเจ้าปัญหาก็จะไม่กล้าเข้ามายุ่งยากแล้ว

6. ยัดไส้ในหมอนปักเข็มกันสนิม คนไหนที่รักงานฝีมือ ชอบเย็บปักถักร้อย แต่ไม่อยากควักเงินจ่ายค่าหมอนปักเข็ม เพราะเราหาผ้ามาเย็บเป็นปลอกหมอนแล้วยัดเอากากกาแฟเข้าไปข้างใน เท่านี้ก็จะช่วยป้องกันสนิมไม่ให้มาเกาะเข็มได้แล้ว ช่วยยืดอายุเข็มให้ใช้ไปได้อีกนาน

7. กับดักแมลงสาบ เกลียดนักเจ้าแมลงสาบ ใครไม่อยากเห็นหน้าแมลงสาบบ่อยๆ มาเรียนรู้วิธีการกำจัดที่ถูกวิธีกันดีกว่า ถ้าต้องการจำกัดแมลงสาบแบบยกรัง ให้นำเอากระป๋องเก่า ๆ มาใส่กากกาแฟ แล้วติดเทปกาวสองหน้ารอบ ๆ ขอบด้านในกระป๋อง แมลงสาบจะมาตามกลิ่นและติดเข้ากับกาวแหง็กอยู่กับที่ หนีไปไหนไม่ได้เลย

8. ขัดกระทะให้เหมือนใหม่ กากกาแฟจะช่วยกัดเซาะคราบฝั่งแน่นที่ติดอยู่บนกระทะให้หลุดร่อนออกไปได้ง่ายๆ วิธีการก็แค่นำกากกาแฟไปยัดใส่ในถุงเศษผ้าเก่า ๆ แล้วนำมาขัดที่คราบก่อนล้างออกดูน้ำสะอาด เท่านี้ก็ช่วยให้กระทะเกลี้ยงเกลาได้แล้ว

9. ป้องกันขี้เถ้าไม่ให้ฟุ้งกระจาย ขี้เถ้าใต้เตาปิ้งย่างมีน้ำหนักเบา ทำให้มันฟุ้งกระจายได้ง่าย วิธีแก้ปัญหาง่ายๆก็แค่เอากากกาแฟที่ชื้น ๆ ไปโรยไว้ด้านข้าง หรือรอบขี้เถ้า เพียงเท่านี้ขี้เถ้าก็จะไม่ฟุ้งกระจายอีกแล้ว ง่ายต่อการเก็บกวาดและทำความสะอาดด้วย

10. ลดกลิ่นฉุนกระเทียมที่มือ ใครชอบทานกระเทียมแต่ไม่ชอบกลิ่นฉุนๆ คงต้องพึ่งกากกาแฟสักหน่อย โดยทุกครั้งที่ทำอาหารเกี่ยวกับกระเทียมหรือหอมแดงที่มีกลิ่นฉุน ๆ แรง ๆ จนมีกลิ่นติดมือที่ล้างออกยาก ให้หยิบกากกาแฟมาถูมือก่อนล้างมือด้วยสบู่ เท่านี้กลิ่นก็จะหายไปแล้ว

11. ทำความสะอาดท่ออ่างล้างจาน ผสมกากกาแฟแห้ง 1 ถ้วย ดีเกลือ ½ ถ้วย เบกกิ้งโซดา ½ ถ้วย น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากัน จากนั้นปั้นให้เป็นก้อนแล้วตากให้แห้ง เมื่ออ่างล้างจานสกปรกก็ให้เอาก้อนกากกาแฟขัดที่ปากท่อ รับรองว่าท่อสะอาดปราศจากคราบสกปรกได้แล้ว

12. ทำน้ำยาทะลวงท่อน้ำตัน ท่อตัน ๆ ก็สลายได้ให้พริบตาด้วยการผสมกากกาแฟในน้ำร้อน และน้ำยาล้างจานนิดหน่อย แล้วเทลงไปในท่ออ่างล้างหรือท่อในห้องน้ำก็ได้เช่นกัน

13. ดับกลิ่นอับในตู้เย็น แค่วางกากกาแฟไว้ในตู้เย็น กากกาแฟจะช่วยดูดกลิ่นให้สิ้นซาก เหม็นแค่ไหนก็เอาอยู่ ไม่ต้องใช้ถ่านอีกต่อไป

14. ลบรอยขีดข่วนแบบเร่งด่วนทันใจ รอยขีดข่วนที่เกิดขึ้นบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ทุกชนิดสามารถใช้กากกาแฟช่วยแก้ได้ แค่เอาน้ำมันมะกอกมาผสมกับกากกาแฟ และทาทับรอยทิ้งไว้ซักพัก จากนั้นจึงเช็ดออกก็จะพบว่ารอยนั้นค่อย ๆ จางหายไปได้เอง

15. ช่วยน้องหมาจากเห็บหมัด ถ้าน้องหมาของคุณต้องทนทุกข์ทรมานกับเห็บหมัดจนคันยุบยิบไปทั้งตัว จะดึงออกทีละตัวก็ไม่ใช่เรื่อง ลองใช้วิธีนี้ดูสิค่ะ เพียงผสมกากกาแฟเข้ากันแชมพูแล้วนำไปอาบน้ำน้องหมา เพียงเท่านี้ก็จะช่วยกำจัดเจ้าเห็บหมัดจอนป่วนให้หายไปได้แล้ว

หากใครไม่ได้เป็นคอกาแฟและไม่มีกากกาแฟในบ้าน จะลองขอซื้อจากร้านกาแฟสดทั่ว ๆ ไปเขาก็มีขายหรือบางทีก็ให้ฟรีๆเลย อย่าเช่นร้านสตาร์บัคเขาก็ไม่มีคิดเงินส่วนนี้เพิ่มเติม ลองเอาไปทำกันดูนะคะ จะได้ช่วยเพิ่มประโยชน์ดีๆให้แก่กากกาแฟที่คุณไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก chaoprayanews.com

วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

บอกต่อกันไป การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกงูกัด รู้ไว้ชีวิตปลอดภัย


บอกต่อกันไป การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกงูกัด รู้ไว้ชีวิตปลอดภัย
Advertisements

เมื่อถูกงูกัด วิธีการสังเกตว่างูนั้นมีพิษหรือไม่ ให้สังเกตที่รอยเขี้ยว ถ้างูไม่มีพิษ รอยฟันบนผิวหนังจะเรียงเป็นแถว แต่ถ้าเป็นงูพิษ จะมีรอยเขี้ยว 2 จุดชัดเจน หรือมีเลือดซึมออกจากแผล และบริเวณรอบๆ รอยเขี้ยวมีสีคล้ำ หรืออาจพองเป็นถุงน้ำ

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นงูประเภทใดก็ตาม สิ่งแรกคือ ตั้งสติให้ดี อย่าตกใจ พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้ น้อยที่สุด เพราะจะส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ พลอยให้พิษงูถูกสูบฉีดแล่นเข้าสู่หัวใจได้เร็วขึ้น ซึ่งอาการของพิษงูจะเริ่มแผ่ซ่านตั้งแต่ 15 - 30 นาที หรืออาจนานถึง 9 ชั่วโมง จึงต้องเฝ้าสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง จากนั้นจึงทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดย

1. ล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ ไม่ควรใช้เหล้า ยาสีฟัน ขี้เถ้าทาแผล หรือสมุนไพรใดๆ

2. บีบเลือดออกจากแผลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรใช้ปากดูดหรือเปิดปากแผลด้วยของมีคม

3. การรัด เพื่อให้อวัยวะนั้นอยู่นิ่ง ไม่ใช่เป็นการห้ามพิษเข้าสู่หัวใจตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจไม่ถูกต้อง โดยควรรัดเหนือและใต้บาดแผลประมาณ 3 นิ้วมือ ไม่ควรรัดเหนือบาดแผลให้แน่นมาก เพราะจะทำให้อวัยวะส่วนปลายขาดเลือดและเน่าตาย คลายความแน่นพอสอดนิ้วมือได้ 1 นิ้ว

4. ใช้ผ้าสะอาดห้ามเลือดด้วยการกดแผลโดยตรง ถ้าสามารถใช้แอลกอฮอล์หรือเบต้าดีนทาแผลได้ก็จะเป็นผลดีต่อการทำลายเชื้อโรคต่างๆ

5. พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้น้อยที่สุด เพราะหากเคลื่อนไหวมาก จะทำให้พิษของงูเข้าสู่กระแสเลือดเร็วขึ้น

6. วางอวัยวะส่วนนั้นให้ต่ำกว่าหรือระดับเดียวกับหัวใจ

7. รับประทานยาแก้ปวดหากรู้สึกปวด แต่ห้ามใช้ยาที่มีฤทธิ์แอลกอฮอล์ ยาระงับประสาท ยานอนหลับ ยาดองเหล้า เป็นต้น

8. รีบนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาลใกล้บ้าน ไม่จำเป็นต้องนำซากงูมาให้แพทย์ตรวจดูว่าเป็นงูประเภทใด เนื่องจากอาจจับได้ในบริเวณใกล้เคียงซึ่งไม่ใช่เป็นตัวที่กัด ปัจจุบันใช้การดูรอยกัดและลักษณะแผลเพื่อกำหนดการใช้เซรุ่มต้านพิษงูฉีดให้เหมาะสม

9. ให้ระลึกเสมอว่างูที่กัดทุกตัวเป็นงูมีพิษ

(เครดิต : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)
Advertisements

เลี่ยงได้เลี่ยงเลย อาหารเหล่านี้กินแล้วมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าคนสูบบุหรี่เสียอีก


เลี่ยงได้เลี่ยงเลย อาหารเหล่านี้กินแล้วมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าคนสูบบุหรี่เสียอีก
Advertisements

ผลวิจัย ชี้ ถ้าคุณทานอาหารเหล่านี้ มีโอกาสเป็นมะเร็ง..มากกว่าคนสูบบุหรี่เสียอีก! มะเร็ง โรคร้ายที่พรากชีวิตของคนทั่วโลกไปมากมาย หลายคนดูแลตัวเองดีมากๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ แต่กลับเป็นมะเร็ง ก็อาจจะเนื่องมาจากการทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะก็เป็นได้

เพื่อสุขภาพของทุกคน เราจึงได้ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ที่สามารถทำให้เกิดมะเร็งได้มากกว่าการสูบบุหรี่มาบอกกัน หากไม่อยากจะเป็นมะเร็ง จงหลีกเลี่ยงอาหารดังต่อไปนี้

1. มันฝรั่งทอด เพราะมีสารก่อมะเร็งที่ชื่อว่าสารอะคริลาไมด ซึ่งสารนี้มีอยู่ในวัตถุดิบที่มีคาร์โบไฮเดรตจำนวนมาก ดังนั้นในมันฝรั่งทอดจึงมีสารอะคริลาไมด์อยู่เป็นจำนวนมาก

2. เฟรนช์ฟรายทอด อาหารที่อุดมไปด้วยอะคริลาไมด์ ความเข้มข้นสูงสุดของเฟรนช์ฟราย ทอดเป็น 1.5 เท่าของ มันฝรั่งทอด

3. เค้ก พายและขนมหวานอื่น ๆ เค้กและพายมีความเข้มข้นของอะคริลาไมด์เท่ากับมันฝรั่งทอด เนื่องจากมีข้าวสาลีที่อุณหภูมิสูง หากอยากทานขนม ควรเลือกทานขนมที่ทำด้วยอุณหภูมิต่ำจะดีกว่า

4. กาแฟสำเร็จรูป ในเมล็ดกาแฟพบว่ามีอะคริลาไมด์อยู่ในปริมาณที่สูงมาก และสารนี่สามารถละลายในน้ำ ดังนั้นชา กาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆก็มีอะคริลาไมด์เช่นกัน

หากใครที่ชอบทานอาหาร 4 ประเภทนี้ หากเป็นได้ได้ควรหลีกเลี่ยงเสียดีกว่า หรือหากอยากทานจริงๆ ก็สามารถทานได้ แต่ต้องควบคุมปริมาณในการทาน อย่าทานเยอะจนเกินไป และอย่าทานเป็นประจำ เพราะมันจะเพิ่มโอกาสให้คุณเป็นมะเร็งได้ง่ายมากกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก

ที่มา www.thaijobsgov.com/jobs=68823
Advertisements

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ลองดูนะ 7 สูตรการกินโยเกิร์ตที่จะทำให้คุณผอม น้ำหนักหายพุงยุบ


ลองดูนะ 7 สูตรการกินโยเกิร์ตที่จะทำให้คุณผอม น้ำหนักหายพุงยุบ
Advertisements

1. แอปเปื้ล +โยเกิร์ต แอปเปิ้ลช่วยลดความอ้วน แถมช่วยในการย่อย เอาแอปเปิ้ลกับโยเกิร์ตกินแทนอาหารในมื้อปกติ จะเห็นผลเกินคาด หั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นพอดีคำ ใส่ในเครื่องปั่นน้ำผลไม้ หลังจากนั้นผสมกับโยเกิร์ตกินด้วยกัน

2. แตงกวา +โยเกิร์ต แตงกวาเป็นอาหารที่ดีต่อความงามและการลดน้ำหนัก กินกับโยเกิร์ตยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งแตงกวาและโยเกิร์ตล้วนมีแคลอรี่ต่ำ ไม่ต้องกลัวว่าจะกินแล้วอ้วน ถ้าหิวก็แค่กินแตงกวาปั่นกับโยเกิร์ต

3. น้ำตาลทรายแดง+โยเกิร์ต น้ำตาลทรายแดงมีวิตามินและแร่ธาตุ เช่นธาตุเหล็ก มีสารอาหารเยอะกว่าน้ำตาลทรายขาวเยอะมาก ใส่น้ำตาลทรายแดง 2 กรัมลงในโยเกิร์ต จะช่วยทำให้ภายในลำไส้ทำงานดีขึ้น แก้ปัญหาท้องผูก ช่วยในการเผาผลาญไขมัน ทำให้เห็นผลว่าน้ำหนักลดลง

4. มะละกอ+โยเกิร์ต มะละกอสามารถทำให้ท้องอิ่ม แต่ให้แคลอรี่ต่ำมาก แถมยังบำรุงหน้าอก สาวๆที่รักสวยรักงามทั้งหลาย สามารถเอามะละกอมาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ใส่ลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้ ผสมโยเกิร์ตแล้วดื่ม ทั้งช่วยลดความอ้วนและบำรุงหน้าอกนะจ๊ะ

5. กล้วยหอม+โยเกิร์ต กล้วยหอมมีสารอาหารมาก แคลอรี่ต่ำ แถมยังเต็มไปด้วยโปรตีน น้ำตาล โพแทสเซียม ไฟเบอร์ วิตามิน A และ C ถือว่าเป็นอาหารมีประโยชน์ในอุดมคติกันเลยทีเดียว กินกล้วยหอมกับโยเกิร์ตสามารถแก้ปัญหาท้องผูก แถมกล้วยยังทำให้รู้สึกอิ่มได้ด้วย ยิ่งกินกับโยเกิร์ตยิ่งทำให้อิ่ม ทำให้สามารถลดการกินอาหารประเภทอื่นได้

6. ชาเขียว+โยเกิร์ต ชาเขียวผง 10 กรัมกับuโยเกิร์ต 200 กรัมผสมให้เข้ากัน การดื่มชาเขียวผสมโยเกิร์ตช่วยขับสารพิษ แก้ปัญหาท้องผูก แถมช่วยลดหน้าท้องด้วย

7. ไวน์แดง+โยเกิร์ต ไวน์แดงช่วยเรื่องความงาม โยเกิร์ตช่วยเรื่องระบบขับถ่าย พอเอาทั้งสองมารวมกันก็จะสามารถรักษาอาีการท้องผูกได้ และเพราะว่าอากาีรท้องผูกทำให้ระบบในร่างกายทำงานแย่ลง เป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆตามมา เพราะของเสียในร่างกายไม่สามารถระบายออกไปได้ เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการลดน้ำหนัก ไวน์แดงผสมโยเกิร์ตจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ให้ลำไส้ ทำให้ร่างกายขับของเสียออกไปได้

ข้อมูลจาก www.liekr.com/post_133528.html
Advertisements

มีประโยชน์ ตำรายาไทยบอกเอาไว้ว่า ผลไม้นี้แก้ท้องเสีย กินตามสูตรอาการจะดีขึ้นแน่นอน


มีประโยชน์ ตำรายาไทยบอกเอาไว้ว่า ผลไม้นี้แก้ท้องเสีย กินตามสูตรอาการจะดีขึ้นแน่นอน
Advertisements

อ๊ะ ขึ้นต้นแบบนี้ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าจะให้ต่างชาติที่ไหนมาแก้ปัญหาให้คนไทยนะครับ แต่ฝรั่งที่ว่านี้หมายถึง ฝรั่งที่เป็นผลไม้ และที่บอกว่าเอามา แก้ปัญหาปากท้องนั้น คือ ตำรายาไทยบอกเอาไว้ว่า...

ฝรั่งทั้งห้า (ดอก ผล ราก ใบ ต้น) มีรสฝาดเย็น แก้ท้องร่วง บิด แก้ท้องเสีย เนื่องจากมีสารแทนนินอยู่มาก ซึ่ง สารที่ว่านี้ช่วยลดการอักเสบของกระเพาะลำไส้นั่นเอง นอกจากนั้นฝรั่งยังมีสรรพคุณในการดับกลิ่นปากได้เป็นอย่างดี

ในวันนี้ มูลนิธิสุขภาพไทยขอแนะนำการวิธีใช้ฝรั่งแก้ท้องเสีย ซึ่งทุกท่านสามารถทำได้เองง่ายๆที่บ้าน

...อ่อ..ฝรั่งที่ใช้เป็นยานี้คนโบราณท่านให้ใช้ "ฝรั่งขี้นก" แนะนำ 2 สูตรง่ายๆ ดังนี้

วิธีใช้ : ฝรั่งขี้นก

(1) ใช้ใบฝรั่งที่ไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป ล้างน้ำให้สะอาด 5-10 ใบ ต้มกับน้ำเปล่า 2 แก้ว ต้มให้เดือด ถ้ากรณีท้องเสียไม่มากให้ต้มนาน 5-10 นาที แต่ถ้าท้องเสีย มากใช้เวลาต้มนาน 30 นาที ดื่มครั้งละ 1/2 - 1 แก้ว ถ้ายาเหลือให้เททิ้ง ถ้าจะกินอีกให้ต้มกินใหม่

(2) ใช้ลูกฝรั่งดิบ(เกือบแก่) ล้างน้ำให้สะอาด นำมาหั่นเป็นแว่นบางๆ (ไม่เอาเมล็ด) แล้วเอาไปตากแดดให้แห้งดี จึงนำมาบดเป็นผง กินครั้งละ 1/2 - 1 ช้อนชา สูตรนี้เหมะกับเด็กๆเพราะมีรสชาติดี

ข้อควรระวัง : ทั้ง 2 สูตรนี้ ถ้ากินมากเกินไปจะทำให้ท้องผูก อย่ากินอย่าต้มฝรั่งที่ต้มเข้มข้นมากเกินไป วันหนึ่งไม่ควรกินเกิน 4 แก้ว หรือกินติดต่อกันนานเกิน 3 วัน

ภาพ - padupacamp.blogspot.com อ้างอิง...มูลนิธิสุขภาพไทย
Advertisements

หากินให้ได้ ผักพื้นบ้าน 10 ชนิด มีสรรพคุณช่วยบำรุงสมอง ต้านความจำเสื่อม ชะลอแก่ได้


หากินให้ได้ ผักพื้นบ้าน 10 ชนิด มีสรรพคุณช่วยบำรุงสมอง ต้านความจำเสื่อม ชะลอแก่ได้
Advertisements

ความจำ เพิ่มได้ ด้วยการกินอาหารบำรุงสมอง หนึ่งในนั้นคือ “ผักพื้นบ้าน” ที่หาได้ง่ายๆใกล้ตัวคุณนั่นเอง

ผักกูด

ผักกูดอร่อยต้องกินหน้าแล้งเพราะรสชาติไม่ฝาดเหมือนในฤดูอื่นๆ อร่อยตรงจืดอมหวานเนื้อกรอบ ส่วนใหญ่นิยมกินยอดและใบอ่อน ผักกูดน้ำไม่นิยมกินสด มักเอา ไปต้มหรือเอาไปลวก นอกจากกินเป็นผักแนม ผักกูดน้ำยังใช้ ต้ม ยำ ทำแกงหรือผัดกับน้ำมันเฉยๆ ก็อร่อยเหลือหลาย เคล็ดลับการทำแกงส้มผักกูดควรใส่ปลาช่อนถึง จะเข้ากันได้ดี

ใบชะพลู

ไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบดกหนา ชะพลูมีชื่อเรียกต่างๆกัน ภาคเหนือเรียกว่าผักแค ผักปูนา พลูนก พลูลิง ภาคใต้เรียกว่าผักนมวา อีสานเรียกว่าผักอีเลิด ผักเล็ก ผักปูลม ใบชะพลูมีกลิ่นหอม รสเผ็ดอ่อนๆ เป็นผักสดที่นิยมกินกับอาหารรสแซบ เช่น ลาบ น้ำตก ปลาย่าง ร่วมถึงน้ำพริกชนิดต่างๆ เป็นเครื่องปรุงที่เสริมรสอาหารได้ดี อาทิ แกงแคของภาคเหนือ ส่วนภาคอีสานนิยมใส่ในแกงอ่อมต่างๆ แกงขนุนอ่อน แกงหัวปลี ภาคใต้ใช้แกงกะทิใส่ใบชะพลูกับหอยแครง ส่วนภาคกลางนิยมใส่แกงคั่วหอย ขม หรือกินกับข้าวมันส้มตำ และที่นิยมมากที่สุดคือกินเป็นใบห่อเมี่ยงคำที่ให้รสชาติเข้ากันอย่างดี กินแล้วช่วยบำรุงธาตุ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

ผักหวาน

ผักหวานมีรสชาติหวานสมชื่อ นิยมนำไปนึ่งแล้วจิ้มกับน้ำพริกแจ่วสารพัดชนิด นอกจากนี้ยังใช้ทำแกงได้อร่อยอีกต่างหาก คนอีสานนิยมนำไปแกงใส่ใข่มดแดง อันเป็น อาหารยอดฮิต หรือแกงใส่ปลาย่างผสมใบชะอม ทำเป็นแกงอ่อมก็อร่อยดี ทางเหนือนิยมแกงผักหวานใส่ปลาย่างกับวุ้นเส้น งบผักหวานใส่มดแดงสุดอร่อย และคนกรุง ยังนำผักหวานไปผัดกับน้ำมันร้อนๆ ปรุงด้วยซีอิ๊ว เหยาะเกลือนิดก็อร่อย

บัวบก

คนไทยทั่วทุกภาคนิยมกินบัวบก แต่ชื่อที่เรียกจะแตกต่างกันไป ภาคเหนือและอีสานเรียก ผักหนอก ภาคใต้เรียกผักแว่น ใบบัวบกมีรสขมอ่อนๆ กลิ่นหอมและเป็นพืชที่ กินสดๆ ได้ทั้งก้านและใบ จึงเป็นผักแกล้มอาหารรสเข้มข้นจานต่างๆได้อร่อย เช่น แกล้มน้ำพริก ส้มตำ และอาหารจานเดี่ยว เช่น หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย นอกจาก นี้ยังใส่ในแกงเผ็ดและยำ ทำให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้น

นอกจากทำอาหารแล้วบัวบกยังนำมาคั้น ผสมน้ำตาลเล็กน้อย เป็นน้ำสมุนไพรดื่มให้รสหวาน หอม เย็นชุ่มคอ บัวบกช่วยระบายความร้อน แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง แก้ไมเกรน ชาวจีนเชื่อว่า บัวบกแก้ช้ำใน ทำให้เลือดกระจาย หายฟกช้ำเร็วขึ้น

ผักปลัง

ชาวเหนือเรียกผักปั๋ง กินอร่อยได้ทั้งยอดอ่อน ใบอ่อนและดอกอ่อน กินเป็นผักต้ม ลวกหรือนึ่งสุก จิ้มน้ำพริก ชาวเหนือนิยมกินกับน้ำพริกดำ น้ำพริกตาแดง เอาไปแกง กับถั่วเน่า จอ(แกงชนิดหนึ่งของชาวเหนือมีรสเปรี้ยวแต่ไม่เผ็ด)ผักปั๋งใส่มะนาว ดอกเอาจอกับแหนม ชาวเหนือกับอีสานเอายอดอ่อนกับดอกอ่อนไปแกงส้ม เคล็ดลับ ความอร่อย ควรใส่ผักปลังลงในหม้อเป็นสิ่งสุดท้ายหลังจากน้ำแกงเดือดเต็มที่ เวลาใส่ผักลงไปควรกดให้จม พอเดือดสักพักก็ปิดไฟ ไม่ควรรอให้เดือดนาน เพราะจะ ทำให้ผักปลังเละไม่น่ากิน ชาวเมืองกรุงทำเป็นผัดผักไฟแดง หรือผัดน้ำมันหอย ผักปลังช่วยในการระบาย จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย

ไหลบัว

ไหลบัว คือหน่ออ่อนของต้นดอกบัวหลวงที่ยังไม่โผล่พ้นน้ำ ซึ่งต่างจากสายบัวที่เป็นส่วนก้านดอกของบัวสาย ไหลบัวมีความกรอบและรสชาติหวานมันจึงนิยมนำมากิน สด คนอีสานนิยมกินเป็นผักสดกับส้มตำ แต่คนภาคกลางนิยมนำไปแกงส้ม ผัด หรือไม่ก็กินสดๆ ปัจจุบันเป็นไหลบัวผัดกุ้งเป็นเมนูยอดนิยมในภัตตาคารจีน ถือเป็นยา เย็น ช่วยบำรุงร่างกาย

ผักแพว

ผักแพวหรือที่คนอีสานเรียกว่าผักแพ้ว ผักพริกม้า ส่วนคนเหนือเรียกผักไผ่ ความอร่อยของผักแพวอยู่ที่กลิ่นหอมและรสร้อนแรง จึงนิยมกินเป็นผักสดแนมกับ อาหารรสจัดแทบทุกชนิด และนำไปปรุงเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารประเภทลาบ และใส่แกงปลารสจัด เพื่อตัดกลิ่นคาวปลาพร้อมกับปรุงอาหารประเภทหอยเพื่อเสริม ความหอม กินแล้วช่วยขับลมในกระเพาะดีนัก

ใบยอ

น่าอัศจรรย์ใจที่รสขมของใบยอ และกลิ่นเฉพาะตัวนี้ มีบทบาทอย่างมากในอาหารไทยทั่วทุกภาค ที่เด่นสุดคือ ภาค กลางใช้เป็นผักรองกระทงห่อหมก เพราะความ อร่อยของห่อหมกเข้ากันได้ดีกับใบยอ และยังไม่มีผักอื่นเข้ามาแข่งได้ ส่วนภาคอีสานนำไปทำแกงอ่อมใบยอ และภาคใต้ก็มีแกงรสเด็ดไม่แพ้กันคือ แกงเผ็ดปลาใส่ ขมิ้นใบยอ การกินใบยอให้อร่อยควรตัดเส้นกลางใบออกและลวกก่อนนำมาแกง จะช่วยลดความขมได้ ใบยอช่วยบำรุงร่างกาย แก้ปวดท้อง ท้องร่วง

ย่ายาง

จัดเป็นพืชประจำครัวภาคเหนือและอีสาน ภาคเหนือเรียกว่า จ้อยนาง ครัวอีสานใช้ใบย่านางผสมกับข้าวเบือ(ข้าวสารที่ตำละเอียด ใช้ผสมกับน้ำแกงเพื่อให้น้ำแกง ข้น)มาทำแกงหน่อไม้ไผ่ป่า เป็นลักษณะต้มเปอะ คือแกงที่มีน้ำขลุกขลิก ใบย่านางทำให้เกิดรสกลมกล่อมอมหวาน อีกทั้งเพื่อกลบรสขื่นและขมนิดๆ ของหน่อไม้สด นอกจากนี้ยังผสมซุปหน่อไม้ ใส่แกงขี้เหล็กแบบพื้นบ้าน แกงกับยอดหวาย ภาคเหนือใส่ในแกงพื้นเมืองที่คล้ายกัน ใบย่านางที่นำมาใช้ในการทำอาหารนั้นยิ่งใส่มาก เท่าไร ยิ่งทำให้อาหารจานนั้นอร่อยยิ่งขึ้น กินย่านางช่วยดับพิษร้อนถอนพิษไข้ได้

หัวปลี

ปลีกล้วยที่ใช้ทำอาหารส่วนใหญ่เป็นปลีกล้วยน้ำว้า เพราะฝาดน้อยและหาง่ายกว่ากล้วยพันธุ์อื่นๆ หัวปลีสีแดงเมื่อแกะใบเลี้ยงออกจนถึงชั้นที่มีสีขาวนวล จะนำ มาผ่าปลีตามยาวเป็นส่วนๆ แล้ว ต้องนำไปแช่น้ำผสมน้ำมะขามเปียกหรือน้ำมะนาวก่อน เพื่อรักษาปลีกล้วยให้ขาวนวลน่ากิน อาหารไทยนิยมกินปลีกล้วยสดกับ เต้าเจี้ยวหลน กะปิคั่ว ผัดไทย ชุบแป้งทอด ปรุงเป็นแกงเลียง หัวปลีแก้โลหิตจาง ลดความดันโลหิต แก้ร้อนใน กระหายน้ำ

ที่สำคัญคือบำรุงน้ำนมใน คุณแม่ลูกอ่อน ผักเป็นแหล่งที่อุดมด้วยเส้นใยอาหารตามธรรมชาติ มีโปรตีน เกลือแร่ และวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินเอ บี ซี อี และเค รวมทั้งสารอื่นๆ เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์และน้ำ ย่อยบางชนิด ซึ่งล้วนสำคัญและจำเป็นต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของร่างกาย ซึ่งล้วนมีอุดมอยู่ในผักพื้นบ้านของไทย

หลากวิธีปรุงเมนูผักพื้นบ้าน

เผา เช่น หน่อไม้ มะเขือ หัวปลี มะระขี้นก มะเขือพวง

หลาม (การเอาผักใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วผาให้สุก) ผักใบ ดอกโสน

นึ่ง ฝักหัว เห็ด ฟักทอง เผือก มัน

ต้ม ฝักหัว ผักใบ เห็ด

การถนอม ดอง เชื่อม ตากแห้ง เช่น หน่อไม้ดอง ผักเสี้ยนดองตากแห้ง ดอกงิ้ว เห็ด พริก

ยำ คลุก เช่น ยำตะไคร้ ยำหัวปลี ยำถั่วพลู ยำหยวกกล้วย ยำข่า ยำกระถิน

ผัด ใช้กับผักได้ทุกชนิด

กินสดๆ เป็นเครื่องจิ้มน้ำพริก หลน

เคล็ดลับคงคุณค่าสารอาหารในผักพื้นบ้าน

ล้างก่อนปอก (ตัดราก ตัดขั้ว)

ปอกหั่นแล้วใช้ทันที

การต้มต้องใช้น้ำเดือดไฟแรง น้ำน้อย เวลาสั้น ปิดฝา

การผัดต้องใช้ไฟแรงผัดเร็ว

ไม่ควรปล่อยให้ผักเหี่ยว ควรเก็บผักให้สดเสมอ

ที่มา...goodlifeupdate.com Photo : Stella Arnaldo's Blogspot
Advertisements

อยากให้ลอง แจกสูตรไก่ทอดน้ำปลารสเด็ดจนต้องเลียมือทำง่ายๆ รสชาติดี กรอบนอกนุ่มใน


อยากให้ลอง แจกสูตรไก่ทอดน้ำปลารสเด็ดจนต้องเลียมือทำง่ายๆ รสชาติดี กรอบนอกนุ่มใน
Advertisements

กรอบนอกนุ่มใน ปีกไก่ทอดน้ำปลา เคล็ดไม่ลับกับการทอดไก่ ไก่ทอด อาหารที่ทานง่าย ทำง่าย แต่ทำไมบางทีเราทอดแล้วมันสุกบ้างไม่สุกบ้าง หรือบางทีก็ไหม้ เราจะมาทำไก่ทอดกันครับ

ส่วนผสม

-ปีกไก่ทอดน้ำปลา

-ปีกกลางไก่

-น้ำเปล่า

-น้ำปลา

-เกลือ

-น้ำตาลทราย

-พริกไทย

-ผงบาร์บีคิว หรือผงปาปริก้า

-ใบเตย

-น้ำมันพืช

วิธีทำปีกไก่ทอดน้ำปลา

1.เริ่มต้นด้วยเตรียมปีกกลางไก่ครับ

2.ใครชอบกินชิ้นเล็ก ๆ ก็ผ่าครึ่งตามแนวยาว นำไปล้างให้สะอาด หมักด้วยน้ำปลา เกลือนิดหน่อย น้ำตาลทรายพอประมาณ พริกไทย หรือใครชอบผงบาร์บีคิว หรือผงปาปริก้า ก็ใส่ไปได้เลยครับ หมักประมาณ 2 ชั่วโมงครับ

3.สองชั่วโมงผ่านไป ใครไม่มีเวลาก็ตามแต่สะดวกครับ ตั้งหม้อเตรียมนึ่งครับ ใส่ใบเตยลงไป

4.นำไก่ที่หมักไว้คลุกด้วยน้ำมันพืชนิดหน่อยครับ เพื่อไม่ให้หนังไก่ติดกัน นำไปนึ่งครับ น้ำต้องเดือดก่อนนะครับถึงยกขึ้น

5.นึ่งประมาณ 20 นาทีครับ ปิดเตา เปิดฝา

6.ผึ่งไว้ให้แห้งครับ แห้งแบบหมาด ๆ ไม่มีไอน้ำเกาะ ถ้ากลัวเสียเวลาก็ตากแดดครับ หาอะไรคลุมไว้กันแมลง

7.ต่อไปเป็นขั้นตอนการทอด ตั้งกระทะใส่น้ำมันปาล์มลงไป ผมใช้กระทะทองเหลืองครับเพราะความร้อนทั่วถึง ใครไม่มีก็ใช้กระทะธรรมดาครับ

8.รอน้ำมันร้อนครับ

9.น้ำมันร้อนแล้วเบาไฟนิดหน่อยครับ ใช้ไฟกลางค่อนข้างแรงแล้วใส่ไก่ลงไปทอดครับ ใส่น้ำมันให้ท่วมไก่

10.ใช้กระชอนคนดูครับ ถ้าไฟแรง หรือไก่เหลืองเร็วเกินไปให้เบาไฟครับ

11.คีบออกมาดูครับ ถ้าไม่แน่ใจว่าสุกหรือยังก็เอาออกมาใช้มีดผ่าดู

12.ใครชอบแบบหนังนิ่ม ๆ ก็สังเกตดูครับ ถ้าใครชอบแบบกรอบ ๆ รอจนเหลืองกรอบแล้วตักขึ้นได้เลยครับ

13.เสร็จแล้วจัดเรียงใส่จานพร้อมเสริฟ

ปีกไก่ทอดน้ำปลา เมนูอาหารไทยที่กินกับข้าวสวยร้อน ๆ หรือข้าวเหนียวก็อร่อย สามารถเพิ่มความฟินด้วยผงบาร์บีคิว หรือผงปาปริก้าได้อีกด้วย ยิ่งกินยิ่งอร่อย กินเท่าไรก็ไม่มีเบื่อเลยค่ะ

ที่มา www.naarn.com/6978
Advertisements

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

อ่านไว้สักนิด กล้ามเนื้อหัวใจอุดตันเฉียบพลันคุณมีเวลาช่วยชีวิตเพียง 10 วินาทีเท่านั้น บอกต่อกันไป


อ่านไว้สักนิด กล้ามเนื้อหัวใจอุดตันเฉียบพลันคุณมีเวลาช่วยชีวิตเพียง 10 วินาทีเท่านั้น บอกต่อกันไป
Advertisements

กล้ามเนื้อหัวใจอุดตันเฉียบพลัน คุณมีเวลาช่วยชีวิตเพียง 10 วินาทีเท่านั้น เพราะปัจจุบันวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นโรคหัวใจจึงสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆคน

สมมติว่านี่เป็นเวลา 17.50 น. ซึ่งคุณทำงานยุ่งมาแล้วทั้งวัน และยังต้องขับรถกลับบ้านคนเดียวอีก!! ทันใดนั้นคุณก็เกิดอาการเจ็บที่หน้าอก และอาการเจ็บเริ่มลุกลามไปยังเส้นประสาทบริเวณต้นแขนและใต้คาง

โดยที่คุณก็ไม่รู้ว่าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ห่างจุดนี้ไปอีกกี่ช่วงถนน และคุณก็ไม่รู้ว่าจะสามารถทนกับอาการเจ็บแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ

ถ้าหัวใจของมนุษย์มีจังหวะการเต้นที่ผิดปกติ จนเริ่มรู้สึกว่าจะเป็นลม คุณมีเวลาเพียง 10 วินาทีก่อนที่จะหมดสติไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นหาก รอบตัวคุณไม่มีคนที่จะช่วยเหลือได้ คุณต้องใช้เวลาสั้นๆเพียง 10 วินาทีนั้นช่วยชีวิตของคุณเอง

10 วินาทีทองต้องทำอย่างไรบ้าง

เริ่มจากไอ ออกมาอย่างต่อเนื่องอย่าหยุด และก่อนจะไอทุกครั้ง ต้องทำการสูดหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นค่อยออกแรงไอออกมา ทำแบบนี้ไปเรื่อยจนกว่ารถพยาบาลฉุกเฉินจะมาถึง หรือจนรู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวเป็นปกติ จึงค่อยหยุดพักผ่อน

การสูดหายใจลึกๆ เพื่อต้องการเอาออกซิเจนเข้าไปสู่ปอด ขณะที่การไอ ก็คือการกระตุ้นแรงบีบของหัวใจให้เกิดการทำงาน และฟื้นฟูการเต้นของชีพจรให้เป็นปกติ ซึ่งจะสามารถยื้อเวลาให้ผู้ป่วยโรคหัวใจ มีโอกาสเข้ารับการรักษาจากแพทย์ได้

ขอขอบคุณที่มาจาก: liekr.com
Advertisements

บอกต่อกันไป ไม่อยากป่วยต้องอ่าน แค่กินกล้วยในตอนเช้าช่วยให้หาย 8 โรคนี้ได้


บอกต่อกันไป ไม่อยากป่วยต้องอ่าน แค่กินกล้วยในตอนเช้าช่วยให้หาย 8 โรคนี้ได้
Advertisements

หลีกหนีจาก 8 โรคร้ายง่ายๆ เพียงแค่กินกล้วยในตอนเช้า ว้าวๆ มาดูกันเลย

1. โรคโลหิตจาง กล้วย เป็นผลไม้ที่มีธาตุเหล็กสูงมาก และธาตุเหล็กนี่แหล่ะที่จะไปกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด ช่วยให้คนที่เป็นโรคโลหิตจางกลับมาแข็งแรงได้

2. โรคความดันโลหิตสูง กล้วยได้ขึ้นชื่อว่ามีโพแทสเซียมสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ด้วยกัน สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ดีมาก ถึงขนาดที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ได้โฆษณาให้ประชาชนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหันมากินกล้วยกันให้มากๆ

3. โรคท้องผูก ในเนื้อกล้วย มีใยอาหารสูง เป็นตัวช่วยในการขับถ่ายได้ดีขึ้น

4. โรคซึมเศร้า อาการของโรคซึมเศร้ามักเกิดจากสารเคมีในสมองไม่สมดุลกัน แต่จากการวิจัยพบว่ากล้วยมีโปรตีน ไทรโพโตแฟน ที่จะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ที่ทำให้สมองรู้สึกผ่อนคลายออกมา จึงสามารถให้อารมณ์ดีขึ้น อาการซึมเศร้าก็ค่อยๆหายไป

5. อาการเมาค้าง การบรรเทาอาการเมาค้างที่ได้ผลที่สุดคือ กล้วยปั่น ผสมกับ นม และ น้ำผึ้ง เพราะคนเมาค้างกระเพาะจะปั่นป่วนกว่าปกติ กล้วยนี่แหล่ะ ที่จะทำให้กระเพาะเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนน้ำตาลจากน้ำผึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ส่วนนมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายให้สมดุล คนที่มีอาการเมาค้างจึงมีการดีขึ้นได้

6. โรคเสียดท้อง ในกล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติอยู่แล้ว หากคนที่มีอาการเสียดท้องเพราะมีกรดเกินในกระเพาะอาหาร เพียงแค่กินกล้วยในตอนเช้าวันละผล จะรู้สึกได้เลยว่าท้องไส้จะสงบลง ไม่ร้องครวญคราง หายเป็นปลิดทิ้งไปเลย

7. โรคลำไส้เป็นแผล แม้แต่แพทย์ก็ยังแนะนำให้คนป่วยโรคลำไส้เป็นแผล หรือเป็นแผลในกระเพาะอาหาร เพราะเนื้อที่นุ่มนิ่มของกล้วย ไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และยังมีสรรพคุณช่วยเคลือบผนังลำไส้ ช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้นได้อีกด้วย

8. เส้นเลือดฝอยแตก การกินกล้วยเป็นประจำ (ในตอนเช้าดีที่สุด) จะช่วยลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%

รู้แบบนี้แล้ว รีบหากล้วยมาทานกันเป็นประจำเลยนะจ๊ะ จะได้หลีกไกลจากโรคร้าย เพื่อชีวิตที่มีความสุขยิ่งขึ้นจ้าาา

แหล่งที่มา www.topicza.com/news3860.html
Advertisements

แจกสูตรหมักแหนมซี่โครงหมู เด็ดมาก ทำกินก็ง่าย ทำขายก็รวย


แจกสูตรหมักแหนมซี่โครงหมู เด็ดมาก ทำกินก็ง่าย ทำขายก็รวย
Advertisements

1. ซี่โครงหมู (ถ้าเป็นซี่โครงหมูอ่อนจะดีมาก) 400 กรัม

2. ข้าวสวยสุก 3 ช้อนโต๊ะ

3. กระเทียมสับ 1 หัว

4. เกลือ 2 ช้อนชา

วิธีปรุง

1. นำข้าวสุกมาแช่น้ำ แล้วบีบน้ำออก

2. ล้างซี่โครงหมู ซับให้แห้ง

3. นำซี่โครงหมูมาผสมและคลุกเคล้ากับ กระเทียมสับ เกลือ และข้าวสุก

4. นำใส่ถุงพลาสติก ไล่อากาศออก ห่อแล้วมัดให้แน่น เก็บไว้ประมาณ 2 วัน นอกตู้เย็น

5. หลังจากเก็บไว้ 2 วันจะมีรสเปรี้ยว นำมาทอดให้สุก กินกับถั่วลิสง ขิงอ่อน และผักกะหล่ำ(หลังจากผ่านไป 2 วัน สามารถเก็บใส่ตู้เย็น ไว้ได้เลยจร้า)

เคล็ดลับน่ารู้

ความเปรี้ยวในแหนมมาจากไหนกัน?

แหนมเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์พื้นบ้านชาวเหนือของไทย มีรสชาติเปรี้ยว เนื่องจาก เกิดการหมัก ของจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในเนื้อตามธรรมชาติกับน้ำตาล ข้าวและโปรตีน เชื้อแบคทีเรียจะทำหน้าที่เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นกรดแลคติก

ซึ่งจะทำให้อาหารมีรสเปรี้ยวและความเป็นกรดเพิ่มขึ้น ไม่เหมาะกับการเจริญและเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ ทั้งที่เป็นอันตรายและทำให้อาหารเน่าเสีย ความเข้มข้นของกรดแลคติกที่เกิดขึ้นประมาณ 0.8 – 1.2 % ในการหมักอาจมีการเติมดินประสิวหรือสารประกอบไนไตรท์และไนเตรทเพื่อยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียคลอสตริเดียม และมีการเติมเครื่องเทศเพื่อเพิ่มกลิ่นรส

กระบวนการหมักเพื่อให้เกิดกรดแลคติกมักทำให้อาหารอยู่ในสภาพที่ไม่มีอากาศหรือมีน้อย เช่น การห่อหมูด้วยใบตองหรือพลาสติกให้แน่นในการทำแหนม เป็นต้น

ที่มา www.share-si.com/2017/01/blog-post_227.html
Advertisements

แจกสูตรหมักแหนมซี่โครงหมู เด็ดมาก ทำกินก็ง่าย ทำขายก็รวย


แจกสูตรหมักแหนมซี่โครงหมู เด็ดมาก ทำกินก็ง่าย ทำขายก็รวย

1. ซี่โครงหมู (ถ้าเป็นซี่โครงหมูอ่อนจะดีมาก) 400 กรัม

2. ข้าวสวยสุก 3 ช้อนโต๊ะ

3. กระเทียมสับ 1 หัว

4. เกลือ 2 ช้อนชา

วิธีปรุง

1. นำข้าวสุกมาแช่น้ำ แล้วบีบน้ำออก

2. ล้างซี่โครงหมู ซับให้แห้ง

3. นำซี่โครงหมูมาผสมและคลุกเคล้ากับ กระเทียมสับ เกลือ และข้าวสุก

4. นำใส่ถุงพลาสติก ไล่อากาศออก ห่อแล้วมัดให้แน่น เก็บไว้ประมาณ 2 วัน นอกตู้เย็น

5. หลังจากเก็บไว้ 2 วันจะมีรสเปรี้ยว นำมาทอดให้สุก กินกับถั่วลิสง ขิงอ่อน และผักกะหล่ำ(หลังจากผ่านไป 2 วัน สามารถเก็บใส่ตู้เย็น ไว้ได้เลยจร้า)

เคล็ดลับน่ารู้

ความเปรี้ยวในแหนมมาจากไหนกัน?

แหนมเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์พื้นบ้านชาวเหนือของไทย มีรสชาติเปรี้ยว เนื่องจาก เกิดการหมัก ของจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในเนื้อตามธรรมชาติกับน้ำตาล ข้าวและโปรตีน เชื้อแบคทีเรียจะทำหน้าที่เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นกรดแลคติก

ซึ่งจะทำให้อาหารมีรสเปรี้ยวและความเป็นกรดเพิ่มขึ้น ไม่เหมาะกับการเจริญและเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ ทั้งที่เป็นอันตรายและทำให้อาหารเน่าเสีย ความเข้มข้นของกรดแลคติกที่เกิดขึ้นประมาณ 0.8 – 1.2 % ในการหมักอาจมีการเติมดินประสิวหรือสารประกอบไนไตรท์และไนเตรทเพื่อยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียคลอสตริเดียม และมีการเติมเครื่องเทศเพื่อเพิ่มกลิ่นรส

กระบวนการหมักเพื่อให้เกิดกรดแลคติกมักทำให้อาหารอยู่ในสภาพที่ไม่มีอากาศหรือมีน้อย เช่น การห่อหมูด้วยใบตองหรือพลาสติกให้แน่นในการทำแหนม เป็นต้น

ที่มา www.share-si.com/2017/01/blog-post_227.html

เผยสูตรแก้ข้อศอก หัวเข่าดำด้าน แบบได้ผล ด้วยโยเกิร์ตน้ำส้มสายชู


เผยสูตรแก้ข้อศอก หัวเข่าดำด้าน แบบได้ผล ด้วยโยเกิร์ตน้ำส้มสายชู
Advertisements

ผิวดำด้านบริเวณข้อศอก หัวเข่า ทำเอาเราหมดเสน่ห์ได้นะคะสาว ๆ ช่วงวันหยุดใครว่างมาดูแลปัญหาผิวให้ผิวบริเวณที่ดำและด้านกลับมาเนียนนุ่มน่ามอง ด้วยสองส่วนผสมที่จะทำให้ผิวคุณดูดีได้ค่ะ

โยเกิร์ต+น้ำส้มสายชู

สิ่งที่ต้องเตรียม

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำส้มสายชู 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีแก้ปัญหาผิวดำด้าน

เพียงแค่นำเอาโยเกิร์ต จำนวน 1 ช้อนโต๊ะที่เตรียมไว้ มาผสมให้เข้ากันกับ น้ำส้มสายชู จำนวน 1/2 ช้อนโต๊ะ

จากนั้นคนผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาทาให้ทั่วศอกหรือหัวเข่าดำคล้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า

หลังจากล้างออกแล้วจะพบว่าผิวบริเวณนั้นนุ่มและกระจ่างใสขึ้น ทำบ่อยๆ ก็จะลดปัญหาข้อศอกและหัวเข่าดำด้านได้ในที่สุด ลองทำกันดูนะคะสาวๆ

ที่มา healthandtrend.com
Advertisements

ลองทำดู เผย 16 วิธีการทำบุญ โดยไม่ต้องไปวัด


ลองทำดู เผย 16 วิธีการทำบุญ โดยไม่ต้องไปวัด
Advertisements

โดยปกติแล้วหากเราจะทำบุญต่างๆ เรามักไปทำบุญที่วัด แต่ก็ยังมีวิธีการทำบุญวิธีอื่นๆอีกหลายวิธี ที่เราสามารถทำได้

1. ดูแลพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ที่อยู่ในบ้าน ให้ท่านมีความสุข อย่าทำให้ท่านเดือดร้อนใจ หรือเป็นทุกข์ ถ้ามีโอกาสอาจซื้อของมาฝาก และเรียกพวกท่านให้รับประทานของที่เราซื้อมา

2. ตักบาตรตอนเช้าก่อนที่จะไปทำงาน

3. สวดมนต์ วันละ 1 บท

4. ถวายน้ำเปล่า 1 แก้ว หรือ อาหารคาวหวาน หรือ จะเป็นดอกไม้พวงมาลัย ให้พระพุทธรูปที่บ้าน

5. นั่งสมาธิอย่างน้อย 5 นาที

6. ไม่กินเนื้อสัตว์

7. พูดคุย หรือ สั่งสอนเรื่องธรรมะ

8. ทำบุญกับพระสงฆ์ที่พบระหว่างการเดินทาง เช่น หากพบเจอพระสงฆ์ยืนรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ก็อาจะไปบอกท่านว่า เราต้องการทำบุญ เนื่องจากไม่มีเวลาจะไปที่วัด และขอเสนอตัวไปขับรถไปส่งท่าน ณ. จุดมุ่งหมาย หรือ อาจถวายเงิน, ผ้าไตร, ผ้าจีวร หากพบว่าท่านกำลังซื้ออยู่ หรือ มีร้านอยู่ใกล้ ๆ พอดี

9. ถ้าทราบว่าใครเดือดร้อนเรื่องใด ๆ ก็ให้ช่วยเหลือ ด้วยความเต็มใจและเราก็จะต้องไม่เดือดร้อน ทำตามกำลังความสามารถของเรา อาทิ ช่วยคนแก่ให้ข้ามถนน, แอบได้ยินคนคุยกันว่าไม่มีเงินกินข้าวหรือเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัดก็ให้เงินเขาไปทั้ง ๆ เขาไม่ได้เดินมาขอ เป็นต้น

10. ให้คำแนะนำที่ดี ๆ กับผู้ที่มีความทุกข์และเดินเข้ามาขอคำแนะนำจากเรา ให้มีความสะบายใจโดยที่คำแนะนำของเรานั้นจะต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

11. ช่วยคนที่เขาเอาของมาขายกับเรา ( ตรงนี้ยกเว้นล๊อตเตอร์รี่นะค่ะ… เพราะเราหวังผลจากล๊อตเตอร์รี่ที่ซื้อไปว่าอาจจะถูกรางวัล ซึ่งการทำตรงนี้เราจะต้องไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น )

12. ดูแลสัตว์เลี้ยงที่บ้านเป็นอย่างดี อาทิ อาบน้ำ, จานใส่อาหารต้องสะอาด,ดูแลเรื่องความสะอาดเรียบร้อยของกรงหรือที่อยู่อย่าให้มีกลิ่นเหม็น, หมั่นพูดคุย, คอยสังเกตุว่าเขาชอบหรือรักอะไรก็ให้เขาไป เช่น ชอบนอนในถุง หรือ ชอบนอนกับตุ๊กตา, วโรกาสพิเศษก็มอบของให้เขาด้วยเช่นกัน อย่าคิดว่าเขาเป็นสัตว์เลี้ยง

13. จาน ชาม กินเสร็จแล้วควรล้างขึ้นมาทันที หรือ ถ้าไม่มีเวลา อย่างน้อยที่สุดก็ควรล้างเอาเศษอาหารออกให้หมดก่อน เพราะมดจะได้ไม่ขึ้นมาบนเศษอาหาร ทำให้เวลาล้างต้องราดน้ำไปที่มดทั้งหมด

14. ถือศีล 5

15. ให้อภัยในสิ่งที่เขามาว่าเราไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ก็ตาม

16. สิ่งของที่ไม่ใช้ก็ให้คนอื่นไปใช้ประโยชน์

ที่มา www.share-si.com/2017/01/16.html
Advertisements

ลองดูนะ 7 วิธีกระชับรูขุมขนแบบธรรมชาติ ทำแล้วผิวหน้าละเอียดขึ้น


ลองดูนะ 7 วิธีกระชับรูขุมขนแบบธรรมชาติ ทำแล้วผิวหน้าละเอียดขึ้น
Advertisements

บนใบหน้าหลายๆคนอาจมีรูขุมขนที่กว้างใช่ไหมละคะ ก็จะหาครีมหรือยามาทาบำรุงให้ผิวนั้นกระชับ ให้รูขุมขนนั้นเล็กลงใช่ไหมคะ แต่เราก็ไม่รู้ว่าครีมหรือยานั้นมีสารเคมีอะไรผสมอยู่บ้างอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อใบหน้าของเราก็ได้ใช่ไหมล่ะคะ จะบอกว่าวันนี้เรามีสูตรการกระชับรูขุมขนด้วยวิธีธรรมชาติ มาฝากถึง 7 สูตรเลยทีเดียว! อยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะคะ ถ้าอย่างนั้นไปอ่านกันเลย

สูตรกระชับรูขุมขน

1.มะเขือเทศ

วิธีการทำ

1.ปั่นมะเขือเทศ

2.นำมะเขือเทศที่ปั่นมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที

3.ล้างออกด้วยน้ำเย็น

ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน ซึ่งในมะเขือเทศนั้นจะสารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการชะลอการเกิดริ้วรอย ทำให้ผิวนั้นเต่งตึง รักษาสิว และยังช่วยกระชับรูขุมได้อย่างเห็นได้ชัดอีกด้วยล่ะค่ะ

2.การประคบน้ำแข็ง

วิธีการทำ

1.นำน้ำแข็งก้อนมาประคบใบหน้า หรืออาจใช้ผ้าขาวบางห่อน้ำแข็งก่อนประคบก็ได้ค่ะ

2.ถูวนเบาๆและเน้นบริเวณที่มีรูขุมขนกว้าง

แนะนำวิธีนี้ควรทำเป็นประจำทุกเช้าหรือก่อนนอนครั้งละประมาณ 15-30 นาทีค่ะ แค่เพียงเท่านี้รูขุมขนของคุณก็จะกระชับอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะค่ะ

3.มะนาว

วิธีการทำ

1.นำนำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับ ดินสอพองหรือน้ำผึ้งประมาร 2 ช้อนโต๊ะ

2.พอกให้ทั่วหน้า

วิธีนี้นะคะก็จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกไปซึ่งมาจากมะนาวนั่นเองล่ะค่ะ ยังไม่หมดนะคะยังช่วยในการกระตุ้นเซลล์ผิวใหม่อีกด้วยยังไม่หมดค่ะ! วิธีนี้ยังช่วยในการลบเรือนริ้วรอยด่างดำหรือรอบแผลให้หายไปอีกด้วยล่ะค่ะ แหม่คุ้มจริงเลยนะคะวิธีนี้

4.น้ำผึ้ง

วิธีการทำ

1.นำน้ำผึ้งมาผสมกับโยเกิร์ต

2.นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรืออาจจะนำน้ำผึ้งมานวดหน้าอย่างเดียวก็ได้ค่ะ

วิธีนี้นะคะจะช่วยลดริ้วรอย ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งมีประกาย และที่สำคัญช่วยให้รูขุมขนนั้นกระชับอีกด้วย

5.ใบบัวบก

วิธีการทำ

1.นำใบบัวบกมาปั่น และนำไปผสมกับน้ำเย็น

2.พอกทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที

3.ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

ซึ่งใบบัวบกนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างในร่างกายนั่นเอง แค่เพียงเท่านี้ก็สามารถกระชับรูขุมขนได้แล้วล่ะค่ะ

6.น้ำตาลทราย

วิธีการทำ

1.นำน้ำตาลทรายผสมกับน้ำผึ้งและนำมันมะกอก

2.นำไปทาบนใบหน้าแล้วขัดเบาๆ โดยค่อยหมุนนิ้วเป็นวงกลม เน้นบริเวณที่มีรูขุมขนกว้าง

3.ปล่อยทิ้งไว้ประมาร3-4 นาที

4.ล้างออกด้วยน้ำที่เย็นจัด

วิธีนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมใช้กันมากเลยนะคะ ซึ่งน้ำผึ้งนั้นช่วยในการลดความมันบนใบหน้าและทำให้รูขุมขนบนใบหน้านั้นเล็กลงด้วยล่ะค่ะ

7.แตงกวา

วิธีการทำ

1.นำแตงกวามา 1 ลูกมาบดให้ละเอียด

2.นำมาผสมกับมะนาวประมาณ 2-3 หยด

3.แล้วนำมาทาบนหน้าทิ้งไว้ประมาณ 158-20 นาที

4.ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

วิธีนี้นะคะทำให้ใครหลายๆคนประทับใจมานักต่อนักแล้วล่ะค่ะ เนื่องจากในแตงกวานั้นทำให้เย็นจึงช่วยในเรื่องของการลดรูขุมขนด้วยนั่นเอง และมะนาวนั้นช่วยในการลกจุดด่างดำ และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอบนใบหน้าด้วยนั่นเองค่ะ

เป็นยังบ้างคะ 7 สูตรกระชับรูขุมขนที่เรานำมาฝากกันวันนี้ เป็นสูตรตามธรรมชาติไร้สารเคมีและปลอดภัยแน่นอนค่ะ ในแต่ละสูตรนอกจากจะช่วยลดรูขุมขนแล้วยังมีคุณสมบัติอื่นๆที่ช่วยบำรุงผิวอีกด้วย เรียกว่าคุ้มสุดๆไปเลยนะคะ วิธีการทำก็ทำไม่ยากและหาได้ง่ายด้วยล่ะค่ะ ยังก็ลองเลือกไปทำกันดูนะคะ ได้ผลยังไงอย่าลืมมาแชร์ให้ฟังกันด้วยนะคะ

ที่มา www.littleza.com/2016/04/7_25.html
Advertisements

ลองทำดูนะ หลวงปู่เงิน บอกวิธีไหว้เจ้าที่ให้ถูก ชีวิตกลับร้ายกลายเป็นดี


ลองทำดูนะ หลวงปู่เงิน บอกวิธีไหว้เจ้าที่ให้ถูก ชีวิตกลับร้ายกลายเป็นดี
Advertisements

พระครูวิสารสรจักษ์ หรือ หลวงปู่เงิน กตสาโร วัดเกาะแก้ว เป็นผู้ประสาทเคล็ดนี้ให้แก่พวกเราที่ประสบปัญหาชีวิตไม่ราบรื่น มีอุปสรรคต่างๆทั้งการทำงานและการเล่าเรียน รวมไปถึงการที่คนในบ้านเจ็บป่วยบ่อย หรือประสบอุบัติเหตุ บ่อยๆ ลองทำแบบนี้สิชีวิตคุณอาจจะดีขึ้นได้ก็เป็นได้ สิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะเราบังเอิญทำสิ่งใดที่อาจจะไม่ถูกใจเจ้าที่หรือผีบ้านผีเรือน หรือบางทีเราอาจจะไม่ทราบว่าบ้านเรานั้นก่อนจะมาเป็นของเรามีสิ่งใดหรือมี อะไรที่เป็นอัปมงคลมาก่อน วิธีแก้ร้ายให้กลับคืนเป็นดี คือ...

การไหว้พระภูมิเจ้า ในบ้านแบบง่ายๆ โดยให้ไหว้ในตอนเช้า สิ่งที่ต้องเตรียม คือ

1.ส้ม 4 ผล (ห้ามไหว้ส้มโอ หรือส้มโอมือ)

2.ข้าวปลาอาหารที่ปรุงแล้วตามอัธยาศัย

3.ขนม หวานจะเป็นจับกิมทึ้งแบบจีน หรือ ขนมหวานแบบไทย จำพวกทองต่างๆๆก็ได้ และต้องมีขนมน้ำดอกไม้ด้วย เนื่องจากขนมน้ำดอกไม้เป็นเครื่องแสดงการขอขมา

4.พวงมาลัย จะเป็นดาวเรือง หรือเจ็ดสีเจ็ดศอกก็ได้

5.ธูป

จากนั้นให้นำเครื่องไหว้ไปวางหน้าศาลพระภูมิ หรือศาลตายายแล้วจุดธูป สวดมนต์ขอขมาดังนี้

ตั้งนโม 3 จบ

อิติสุคโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปฐวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง

จาก นั้นให้กล่าวกับเจ้าที่ว่า วันนี้ลูกจะทำความสะอาดบ้าน สิ่งใดที่ลูกเคยล่วงเกินพระภูมิเจ้าที่ คุณตาคุณยายก็ขอโทษ สิ่งใดไม่ดีก็ขอให้ไปกับสิ่งสกปรกที่จะทำความสะอาดวันนี้ด้วยเถิด จากนั้นก็ อธิษฐานขอพรตามปรารถนา ปักธูป พอธูปหมดดอกก็เริ่มทำความสะอาดบ้านได้

โดยการทำความสะอาดบ้านให้ทำเป็นเคล็ดตามลำดับดังต่อไปนี้ คือ

1. ให้ทำความสะอาด ฝาบ้าน เพดาน ตามซอกตามมุม แล้วเอาฝุ่นละอองมารวมกองไว้ที่เดียว ห่อด้วยผ้าขาวให้มิดชิด แล้วจึงนำห่อผ้าขาวไปทิ้งที่บริเวณถังขยะในวัดใดวัดหนึ่ง โดยเมื่อทิ้งแล้วห้ามเหลียวกลับมาหลังดูเป็นอันขาด การกระทำเช่นนี้เปรียบเหมือนการเอาสิ่งอัปมงคลออกไปจากบ้าน

2. เอาน้ำพระพุทธมนต์หน้าพระประธานในบ้าน (ถ้ามี) หรือไปขอน้ำพระพุทธมนต์ตามวัดที่เรานับถือ มาพรมตามเพดาน ฝาบ้าน และบริเวณบ้านให้ทั่ว ระหว่างพรมให้ตั้งจิตคิดแต่สิ่งดีดีที่เป็นมงคล

3. ห้ามทุกคนในบ้านด่าหรือพูดคำอัปมงคลใส่กันและกัน

4. รุ่งเช้าของอีกวันให้ตักบาตรหรือทำสังฆทาน พร้อมอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่พระภูมิ เจ้าที่เจ้าทาง ผีบ้านผีเรือน เพื่อเป็นเคล็ดให้ท่านเฝ้าปกป้องคุ้มภัยให้แก่เรานั่นเอง

การไหว้ พระภูมิเจ้าที่แบบนี้ถือเป็นสิ่งดี อธิษฐานสิ่งใดภูมิเทวดาท่านก็จะอนุเคราะห์สุดความสามารถ และ เมื่อเจ้ากรรมนานเวรได้ยินก็จะยอมอโหสิกรรมให้ ลองนำไปทำตามกัน ดูนะคะเพื่อความเป็นมงคล คนในบ้านจะได้หมดทุกข์ หมดโศก หมดโรค หมดภัย ป่วยเจ็บไข้ก็จะหายทุกประการ เพราะมีเทวดาคอยคุ้มครองครอบครัวของท่านนั่นเอง

ที่มา:siamdrama
Advertisements

อ่านไว้บ้าง เมื่อแมลงเข้าหูควรทำอย่างไร วิธีปฐมพยาบาลง่ายๆยามฉุกเฉิน


อ่านไว้บ้าง เมื่อแมลงเข้าหูควรทำอย่างไร วิธีปฐมพยาบาลง่ายๆยามฉุกเฉิน
Advertisements

แมลงเข้าหูอันตรายไหม ต้องทำอย่างไร มาดูวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นง่าย ๆ ที่คุณทำได้เพื่อความปลอดภัย หู เป็นอวัยวะที่หน้าที่หลายอย่างในเวลาเดียวกัน ทั้งรับคลื่นเสียงที่มาจากภายนอกและแปลงเป็นสัญญาณส่งต่อไปยังสมอง อีกทั้งยังช่วยควบคุมการทรงตัวในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหว ซึ่งถ้าหากมีอะไรแปลกปลอมเข้าไปในหูก็อาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเกิดการทำงานที่ผิดปกติ เช่น เสียการทรงตัว หรือหูอื้อ

โดยเฉพาะเจ้าแมลงตัวเล็กตัวน้อยที่หากเข้าไปในหูก็อาจจะนำเอาเชื้อโรคเข้าไปด้วย ทำให้เกิดติดเชื้อตามมาในภายหลัง วันนี้เราจึงจะพาทุกคนไปเรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นในกรณีที่มีแมลงเข้าหู เพื่อที่จะได้รับมือได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินค่ะ

แมลงเข้าหู อันตรายไหม ?

การที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหูสามารถทำให้เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะแมลง เพราะแมลงที่อาจจะนำเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคหูอักเสบหรือเชื้อราในช่องหู ยิ่งถ้าหากเป็นเห็บและหมัดสุนัขก็จะยิ่งอันตรายเพิ่มขึ้น เพราะน้ำลายของหมัดจะก่อให้เกิดอาการคันอย่างมาก ส่วนเห็บก็มีเชื้อแบคทีเรียที่เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

แมลงเข้าหู อาการเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร ?

เมื่อมีแมลงเข้าไปในหูแล้ว อาการที่สังเกตได้ชัดก็คือจะเกิดอาการปวดหูอย่างเฉียบพลัน และจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในหู ถ้าแมลงยังไม่ตายก็จะรู้สึกเหมือนมีอะไรเดินหรือบินอยู่ในหู ทำให้เกิดความรำคาญได้ ทั้งนี้หากเป็นแมลงตัวใหญ่ก็อาจจะทำให้รู้สึกแน่น ๆ ภายในหู หรือทำให้หูตึงไปชั่วขณะ

แมลงเข้าหู ปฐมพยาบาลอย่างไร

แมลงที่สามารถเข้าไปในหูได้นั้น มีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแมลงตัวเล็ก ๆ อย่างเช่น มด ยุง แมลงหวี่ แมงเม่า แมลงวัน เห็บ หมัด หรือแม้แต่แมลงตัวใหญ่ อย่างเช่น แมลงสาบ เป็นต้น ซึ่งวิธีแก้ไขปัญหาแมลงเข้าหูมีดังนี้ หากมีแมลงเข้าไปในหู ควรรีบเอียงศีรษะข้างที่แมลงเข้าไปในหูขึ้น แล้วใช้เบบี้ออยล์ น้ำมันมะกอก น้ำมันพืช หรือยาหยอดหู ค่อย ๆ หยอดลงไปในหู โดยดึงใบหูไปด้านหลังเพื่อให้รูหูอยู่ในแนวตรง เพื่อให้แมลงสามารถหนีขึ้นหรือลอยขึ้นมาได้ จากนั้นอยู่ในท่านั้นประมาณ 15-30 นาที เพื่อให้แมลงที่เข้าไปในหูตายและลอยขึ้นมาเอง ทั้งนี้หากแมลงเข้าไปในหูแล้วมีอาการเจ็บภายในหู ไม่ควรหยอดน้ำมันใด ๆ ลงไป เพราะอาจจะทำให้อาการยิ่งรุนแรงขึ้น อีกทั้งยังไม่ควรใช้นิ้วมือหรือสิ่งของลงไปแคะหรือเขี่ย เพราะอาจจะทำให้แมลงยิ่งลงไปลึกกว่าเดิมและอาจเป็นอันตรายต่อแก้วหู และหูชั้นกลางได้

อย่างไรก็ตาม หากแมลงที่เข้าหูเป็นแมลงตัวเล็ก อย่างเช่น แมงเม่า แมลงหวี่ หรือยุง ถ้ายังไม่ตายก็สามารถใช้วิธีใช้ล่อให้ออกมาได้ โดยนำไฟฉายส่องเข้าไปในหูสักพักหนึ่ง แต่วิธีนี้จะต้องทำในที่ที่มืดสนิทและไม่มีแสงเข้าเท่านั้น ทั้งนี้หากทำตามวิธีข้างต้นแล้วแมลงยังไม่ออกมา หรือมีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่น เช่น อาการปวดหูอย่างรุนแรง มีเลือดหรือน้ำไหลออกมาจากหู หูอื้อจนไม่ได้ยินเสียงก็ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหูคอจมูกในทันที อย่าทิ้งไว้นาน เพราะอาจเกิดการติดเชื้อจนทำให้อาการร้ายแรงขึ้น

แมลงเข้าหู ป้องกันได้

ส่วนในเรื่องของวิธีป้องกัน วิธีที่ดีที่สุดก็คือหลีกเลี่ยงจากบริเวณที่มีแมลงชุกชุม แต่ถ้าหากต้องอยู่บริเวณที่มีแมลงชุกชุมเป็นเวลานานก็ควรที่จะสวมที่ครอบหู หรือใส่ที่อุดหู หากไม่มีจะใช้สำลีอุดแทนก็ได้เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงเข้าหู นอกจากนี้ยังไม่ควรให้สุนัขหรือสัตว์เลี้ยงขึ้นมานอนบนที่นอน เพราะอาจจะทำให้เห็บและหมัดตกอยู่บนที่นอนและเข้าหูได้

ปัญหาเรื่องแมลงเข้าหูเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังและอยู่ห่างจากแหล่งที่มีแมลงอยู่เป็นจำนวนมากจะดีที่สุด และควรหมั่นทำความสะอาดหูอยู่เสมอ เพราะหูที่สกปรกก็สามารถดึงดูดแมลงได้เช่นกันค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก www.liekr.com/post_141639.html
Advertisements

สาวๆลองดู เผยสูตรเคล็ดลับผิวสวยหน้าใส มือเนียนนุ่ม ด้วยน้ำซาวข้าว


สาวๆลองดู เผยสูตรเคล็ดลับผิวสวยหน้าใส มือเนียนนุ่ม ด้วยน้ำซาวข้าว
Advertisements

น้ำซาวข้าว ภูมิปัญญาของคนไทยที่มีมาเนิ่นนาน จนอาจจะถูกลืมไป ทุกคนรู้ดีว่าข้าวมีประโยชน์แค่ไหน น้ำซาวข้าวก็ไม่แพ้กัน แต่เราก็เลือกที่จะทิ้งน้ำซาวข้าว ซึ่งเราได้ทิ้งของที่มีคุณค่าไปอย่างน่าเสียดาย

น้ำซาวข้าวกับความสวยความงาม

หน้าใส ไร้สิว ... ช่วยให้หน้าขาวใส เนียนนุ่ม ลดการเกิดสิวได้

• น้ำซาวข้าว ครั้งที่ 2 นะคะ ครั้งแรกจะได้ฝุ่นและสิ่งสกปรกติดมาด้วย

• นำน้ำซาวข้าวไปแช่เย็นซัก 15 นาที แล้วนำมาล้าง

มาส์กหน้า

• นำสำลีมาจุ่มน้ำซาวข้าวแช่เย็น แล้วแปะให้ทั่วใบหน้า

• ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที

มือเนียนนุ่ม

• เวลาที่เราซาวข้าว นำมือไปกระทบกับเม็ดข้าว แช่มือในน้ำซาวข้าวสักครู่ ทำเป็นประจำ มือจะนุ่มมาก

สุขภาพผมดี

• สระผมด้วยน้ำซาวข้าวก่อน แล้วค่อยตามด้วยการสระด้วยแชมพู ผมจะนุ่ม บำรุงหนังศีรษะ ปราศจากรังแค

ที่มา www.share-si.com/2015/10/blog-post.html
Advertisements

หญิงควรอ่าน อาหารที่ควรกิน เพื่อบำรุงมดลูกให้แข็งแรง รีบหามาทานด่วนเลย


หญิงควรอ่าน อาหารที่ควรกิน เพื่อบำรุงมดลูกให้แข็งแรง รีบหามาทานด่วนเลย
Advertisements

ช่วงเวลาไม่กี่วันของเดือนที่ประจำเดือนมา เป็นช่วงที่สาวๆต้องระวังเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ เพื่อให้มดลูกมีสุขภาพที่ดี โดยแนะนำให้กินอาหารที่ช่วยขับสารพิษและทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกตินี้สำคัญมาก!

อโวคาโดผลมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เนื้อเป็นสีเหลืองเขียว ลักษณะเป็นครีม อุดมด้วยสารอาหารมากมายทั้งวิตามินC,E,D และกรดไขมันโอเมกา3 ซึ่งช่วยในเรื่องผิวพรรณ บำรุงเล็บและฟัน รวมทั้งบำรุงผมเสียให้กลับมาสุขภาพดีได้อีกด้วย

มีการวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ทานอโวคาโด1ลูกในทุกอาทิตย์ จะมีปริมาณฮอร์โมนที่สมดุลกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้ทาน บางคนพบว่าอโวคาโดทานยาก มีรสชาติที่ไม่ถูกปาก วันนี้เรามีวิธีทานแบบง่ายๆและอร่อยมาฝากกัน!

อโวคาโดนมสด

1.หั่นอโวคาโดให้เป็นชิ้นเล็กๆ

2.ปั่นรวมกับนมสด อาจจะใส่ผลไม้ที่ชอบลงไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติ

เมนูอาหารง่ายๆ

1.นำผลอโวคาโดเข้าตู้เย็นให้เย็นตัวสัก2-3ชั่วโมง เพื่อรสชาติที่อร่อยยิ่งขึ้น แล้วหั่นลงในชาม

2.ใส่น้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชูบัลซามิกและพริกไทยเล็กน้อยผสมลงไปในชาม

3.ตักราดบนอโวคาโดเล็กน้อย จะช่วยดึงรสชาติของอโวคาโดได้เป็นอย่างดี

ระหว่างที่ผู้หญิงเสียเลือดประจำเดือนร่างกายจะสูญเสียโปรตีน,เหล็ก,โพแทสเซียม,แคลเซียมและแมกนีเซียม ฉะนั้นควรทดแทนด้วยการกินซุปถั่วแดงต้มสักชาม คุณสมบัติของถั่วแดงนั้นมีมากมายทั้งยังช่วยทดแทนเลือดที่เสียไปเหมาะแก่ผู้หญิงเป็นอย่างมาก

บรอกโคลี,แครอทเป็นพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินB6 ก่อนและหลังช่วงประจำเดือนผู้หญิงมักจะมีการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว หงุดหงิดง่าย การเสริมวิตามินB6ช่วยในเรื่องอารมณ์แปรปรวนนี้ได้มากเลย

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงต่อมไร้ท่อในช่วงมีประจำเดือน ทำให้เกิดสิวได้ง่าย ฟักทองที่อุดมไปด้วยสังกะสีสามารถลดการหลั่งน้ำมันของชั้นผิว ลดอาการอักเสบได้ดี

แต่อย่าลืมว่าการทานอาหารที่มีประโยชน์และครบห้าหมู่นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง!

ข้อมูลจาก www.liekr.com/post_138108.html
Advertisements

อ่านไว้บ้าง เมื่อแมลงเข้าหูควรทำอย่างไร วิธีปฐมพยาบาลง่ายๆยามฉุกเฉิน


อ่านไว้บ้าง เมื่อแมลงเข้าหูควรทำอย่างไร วิธีปฐมพยาบาลง่ายๆยามฉุกเฉิน
Advertisements

แมลงเข้าหูอันตรายไหม ต้องทำอย่างไร มาดูวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นง่าย ๆ ที่คุณทำได้เพื่อความปลอดภัย หู เป็นอวัยวะที่หน้าที่หลายอย่างในเวลาเดียวกัน ทั้งรับคลื่นเสียงที่มาจากภายนอกและแปลงเป็นสัญญาณส่งต่อไปยังสมอง อีกทั้งยังช่วยควบคุมการทรงตัวในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหว ซึ่งถ้าหากมีอะไรแปลกปลอมเข้าไปในหูก็อาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเกิดการทำงานที่ผิดปกติ เช่น เสียการทรงตัว หรือหูอื้อ

โดยเฉพาะเจ้าแมลงตัวเล็กตัวน้อยที่หากเข้าไปในหูก็อาจจะนำเอาเชื้อโรคเข้าไปด้วย ทำให้เกิดติดเชื้อตามมาในภายหลัง วันนี้เราจึงจะพาทุกคนไปเรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นในกรณีที่มีแมลงเข้าหู เพื่อที่จะได้รับมือได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินค่ะ

แมลงเข้าหู อันตรายไหม ?

การที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหูสามารถทำให้เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะแมลง เพราะแมลงที่อาจจะนำเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคหูอักเสบหรือเชื้อราในช่องหู ยิ่งถ้าหากเป็นเห็บและหมัดสุนัขก็จะยิ่งอันตรายเพิ่มขึ้น เพราะน้ำลายของหมัดจะก่อให้เกิดอาการคันอย่างมาก ส่วนเห็บก็มีเชื้อแบคทีเรียที่เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

แมลงเข้าหู อาการเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร ?

เมื่อมีแมลงเข้าไปในหูแล้ว อาการที่สังเกตได้ชัดก็คือจะเกิดอาการปวดหูอย่างเฉียบพลัน และจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในหู ถ้าแมลงยังไม่ตายก็จะรู้สึกเหมือนมีอะไรเดินหรือบินอยู่ในหู ทำให้เกิดความรำคาญได้ ทั้งนี้หากเป็นแมลงตัวใหญ่ก็อาจจะทำให้รู้สึกแน่น ๆ ภายในหู หรือทำให้หูตึงไปชั่วขณะ

แมลงเข้าหู ปฐมพยาบาลอย่างไร

แมลงที่สามารถเข้าไปในหูได้นั้น มีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแมลงตัวเล็ก ๆ อย่างเช่น มด ยุง แมลงหวี่ แมงเม่า แมลงวัน เห็บ หมัด หรือแม้แต่แมลงตัวใหญ่ อย่างเช่น แมลงสาบ เป็นต้น ซึ่งวิธีแก้ไขปัญหาแมลงเข้าหูมีดังนี้ หากมีแมลงเข้าไปในหู ควรรีบเอียงศีรษะข้างที่แมลงเข้าไปในหูขึ้น แล้วใช้เบบี้ออยล์ น้ำมันมะกอก น้ำมันพืช หรือยาหยอดหู ค่อย ๆ หยอดลงไปในหู โดยดึงใบหูไปด้านหลังเพื่อให้รูหูอยู่ในแนวตรง เพื่อให้แมลงสามารถหนีขึ้นหรือลอยขึ้นมาได้ จากนั้นอยู่ในท่านั้นประมาณ 15-30 นาที เพื่อให้แมลงที่เข้าไปในหูตายและลอยขึ้นมาเอง ทั้งนี้หากแมลงเข้าไปในหูแล้วมีอาการเจ็บภายในหู ไม่ควรหยอดน้ำมันใด ๆ ลงไป เพราะอาจจะทำให้อาการยิ่งรุนแรงขึ้น อีกทั้งยังไม่ควรใช้นิ้วมือหรือสิ่งของลงไปแคะหรือเขี่ย เพราะอาจจะทำให้แมลงยิ่งลงไปลึกกว่าเดิมและอาจเป็นอันตรายต่อแก้วหู และหูชั้นกลางได้

อย่างไรก็ตาม หากแมลงที่เข้าหูเป็นแมลงตัวเล็ก อย่างเช่น แมงเม่า แมลงหวี่ หรือยุง ถ้ายังไม่ตายก็สามารถใช้วิธีใช้ล่อให้ออกมาได้ โดยนำไฟฉายส่องเข้าไปในหูสักพักหนึ่ง แต่วิธีนี้จะต้องทำในที่ที่มืดสนิทและไม่มีแสงเข้าเท่านั้น ทั้งนี้หากทำตามวิธีข้างต้นแล้วแมลงยังไม่ออกมา หรือมีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่น เช่น อาการปวดหูอย่างรุนแรง มีเลือดหรือน้ำไหลออกมาจากหู หูอื้อจนไม่ได้ยินเสียงก็ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหูคอจมูกในทันที อย่าทิ้งไว้นาน เพราะอาจเกิดการติดเชื้อจนทำให้อาการร้ายแรงขึ้น

แมลงเข้าหู ป้องกันได้

ส่วนในเรื่องของวิธีป้องกัน วิธีที่ดีที่สุดก็คือหลีกเลี่ยงจากบริเวณที่มีแมลงชุกชุม แต่ถ้าหากต้องอยู่บริเวณที่มีแมลงชุกชุมเป็นเวลานานก็ควรที่จะสวมที่ครอบหู หรือใส่ที่อุดหู หากไม่มีจะใช้สำลีอุดแทนก็ได้เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงเข้าหู นอกจากนี้ยังไม่ควรให้สุนัขหรือสัตว์เลี้ยงขึ้นมานอนบนที่นอน เพราะอาจจะทำให้เห็บและหมัดตกอยู่บนที่นอนและเข้าหูได้

ปัญหาเรื่องแมลงเข้าหูเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังและอยู่ห่างจากแหล่งที่มีแมลงอยู่เป็นจำนวนมากจะดีที่สุด และควรหมั่นทำความสะอาดหูอยู่เสมอ เพราะหูที่สกปรกก็สามารถดึงดูดแมลงได้เช่นกันค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก www.liekr.com/post_141639.html
Advertisements

วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

อย่าละเลย เหงื่อออกที่มือบ่งบอกอาการของโรคได้


อย่าละเลย เหงื่อออกที่มือบ่งบอกอาการของโรคได้
Advertisements

เหงื่อบ่งบอกอาการของโรคได้ อาการเจ็บป่วยหากเรารู้จักสังเกตุตนเองก็จะทำให้รู้ว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับสุขภาพของเราหรือไม่ ”เหงื่อออกมาก” หรือออกมากจนผิดปกติก็เป็นอาการที่บ่งบอกโรคได้เช่นกัน

เหงื่อที่ออกมาจากร่างกายของคนเรานั้น เกิดขึ้นเมื่อ่างกายสัมผัสสิ่งกระตุ้น 2 อย่าง คือ ความร้อนและอารมณ์ และโรคที่สัมพันธ์กับเหงือมี 2 ประเภทคือ

โรคที่ทำให้เหงือออกมาก ได้แก่

1 โรคเครียด ลักษณะของเหงื่อที่ออกจะออกมากบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และหน้าผาก อาจจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่นใจสั่น ชีพจรเต้นเร็ว มือสั่น

2 ต่อมไทรรอยด์เป็นพิษ หรือคอพอก จะมีเหงื่อซึมออกมาทั่วตัวและบริเวณฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง อาจมีอาการหงุดหงิด มือสั้น ขี้ตกใจ ตาโปน ผมร่วง และหิวน้ำบ่อย

3 วัณโรค เหงื่อออกมากทั่วลำตัวในเวลากลางคืนสลับกับมีอาการไอเรื้อรังร่วมด้วย

4 โรคเบาหวาน จะมีเหงื่อซึมทั่วตัวโดยเฉพาะฝ่ามือ ฝ่าเท้า ใจสั่น เหนื่อยหอบ หวิวๆ คล้ายจะเป็นลม

5 โรคหัวใจ จะมีอาการเหงื่อแตก ร่วมกับใจสั่น เหนื่อยหอบขณะออกกำลังกาย หากมีอาการแน่นที่หน้าอก เหงือออกตามนิ้วมือนิ้วเท้าทุกครั้งที่ออกกำลังกาย เสี่ยงการเป็นโรคหัวใจสูง

6 ภาวะใกล้หมดประจำเดือน คนที่ใกล้หมดประจำเดือน สมองจะหลั่งฮอร์โมนเทศหญิงน้อยลง ทำให้เหงื่อออกมากในเวลากลางคืน

ถึงแม้อาการเหงื่อออกมากจะบ่งบอกอาการของโรคได้ แต่ก็ต้องมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย หากมีอาการเหงื่อออกมากผิดปกติก็ควรดูแลสุขภาพ หาวิธีป้องกันและพบแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายนะค่ะ
Advertisements

อร่อยเวอร์ แจกสูตรทำขนมดอกบัวใบเตย ขนมไทยที่ใครๆต้องชอบ


อร่อยเวอร์ แจกสูตรทำขนมดอกบัวใบเตย ขนมไทยที่ใครๆต้องชอบ
Advertisements

สูตรใบเตย (ขนมดอกบัว)

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้าสด 2 ถ้วย

แป้งข้าวเหนียวสด ¼ ถ้วย

น้ำตาลทราย ½ ถ้วย

น้ำมัน 2 ถ้วย

น้ำใบเตย ¼ ช้อนชา

น้ำสะอาด ½ ถ้วย

เกลือเล็กน้อย

วิธีทำ

1.เทแป้งทั้งสองชนิดกันรวมกัน ละลายน้ำตาล เกลือ และน้ำใบเตยในน้ำสะอาด เทลงในแป้ง คนให้ส่วนผสม ทั้งหมดเข้ากันจนเป็นครีมข้นเข้ากันดี ตั้งพักไว้จนแป้งขึ้น สังเกตจากฟองปุดทั่วผิวแป้ง

2.ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ควรใช้กระทะก้นลึกใบเล็กๆ รอจนน้ำมันร้อน ตักแป้งหยอดลงในกระทะทอดทีละชิ้น คอย ตักน้ำมันรดบนขนมให้ทั่วระหว่างทอด พอขอบขนมเริ่มสุกเหลืองกรอบจึงพลิกกลับอีกข้าง ทอดให้สุกทั่วดี ตักขึ้นให้ สะเด็ดน้ำมัน

สูตรกล้วยหอม สีขนมออกจะเป็นสีเหลือง

ส่วนผสม

แป้งข้าวจ้าวโม่ 1 ¼ ถ้วย

มะพร้าวขูดขาว 3 ขีด

กล้วยหอมงอมๆ ผลขนาดกลาง 1 ลูก

น้ำตาลทราย 1 ถ้วย

น้ำมันพืช ½ กิโลกรัม

วิธีทำ

ขูดกล้วยหอมเอาแต่เนื้อ ไม่เอาไส้ แล้วตวงให้ได้ ¼ ถ้วย ใส่ถ้วยไว้ เอาแป้งใส่ชามอ่าง(เวลาตวงแป้ง ควรยีแป้งให้ละเอียดเสียก่อน) จึงเอากล้วยหอมใส่ นวดให้เข้ากัน จนแป้งไม่เป็นเม็ด จึงใส่น้ำตาลทรายลงผสมให้เข้ากัน พอน้ำตาลทรายละลายดีแล้ว จึงเติมน้ำกะทิที่คั้นจากมะพร้าวขูดขาว ให้ได้กะทิประมาณ 1 ถ้วย น้ำที่คั้นกะทิ ควรใช้น้ำเดือดที่ทิ้งให้อุ่นคั้น พอแป้งและน้ำตาลทรายละลายดีแล้ว กรองอีกครั้ง ถ้าน้ำตาลทรายไม่สกปรก ไม่ต้องกรองก็ได้ เสร็จแล้วหมักไว้สักประมาณ 3 ชั่วโมง ให้ส่วนผสมเข้ากันได้ดี

ใช้กระทะใบเล็กๆ ตั้งบนเตาถ่าน ใส่น้ำมันลงประมาณ ½ กระทะ ใช้ไฟอ่อนพอน้ำมันร้อน ตักขนมประมาณ 2 ช้อนโต๊ะใส่ พอขอบๆ ขนมเหลือง ใช้ไม้แหลมหรือเหล็กก็ได้ กลับอีกด้านลง พอเหลืองทั่วใช้ไม่เสียบขึ้น ทิ้งไว้ให้เย็นจะกรอบหอมอร่อย

สูตรการทำขนมฝักบัวรวม2สูตร

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้าผง 1 ถ้วยตวง

แป้งสาลี แป้งเค้ก 1 ถ้วยตวง

น้ำใบเตยหรือสีผสมอาหารตามชอบ

น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง

น้ำตาลปึก 1/3 ถ้วยตวง

เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง

กะทิข้นกลาง ๆ 1 ถ้วยตวง หรือนมสด

กล้วยหอมสุกกลาง 1 ผล

น้ำมันสำหรับทอด

กระทะก้นมนขนาดเล็ก

บางสูตรใส่ไข่เพิ่มด้วย

วิธีทำ

ผสมแป้งทั้งหมด เทเกลือป่น และน้ำตาลทรายลงในชามผสมให้เข้ากัน เติมหัวกะทิลงทีละน้อย แล้วนวดไปเรื่อย ๆ เมื่อหัวกะทิหมดไปครึ่งถ้วย เติมน้ำตาลปี๊บ กล้วยหอม แล้วนวดให้เข้ากับแป้ง แล้วจึงเติมหัวกะทิต่อไปจนหมด เติมกะทิอีก 1 ถ้วยตวง กรองแป้งที่ได้แล้วนั้นด้วยผ้าขาวบาง ใส่ภาชนะแล้ว ใช้ฝาปิดแล้วหมักทิ้งไว้อย่างน้อย 5 ชั่วโมง

ตั้งกระทะก้นมนลง แล้วเปิดไฟอ่อน ๆ พอกระทะร้อนแล้วก็ใส่น้ำมันประมาณครึ่งห้าทับพี (ตามรูป) พอน้ำมันร้อน ตักแป้งหยอดลงตรง กลางกระทะให้เป็นแผ่นกลม ขนมฝักบัวแผ่นหนึ่งตักหนึ่งทัพพี (ตามรูป) พอดี รอให้แป้งสุกลอยขึ้นมา พอขอบเหลืองพลิกขนมกลับพอเกรียมตัว ก่อนเอาขึ้นตักน้ำมันสาด ๆ ใส่ แล้วขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน แค่นี้ก็ได้ขนมฝักบัวร้อน ๆ พร้อมรับประทานแล้ว

ที่มา www.thaijobsgov.com/jobs=28549
Advertisements

เด็ดมากขอบอก แจกสูตรน้ำจิ้มลูกชิ้น สูตรมะขามเปียกสูตรโบราณหาทานยาก


เด็ดมากขอบอก แจกสูตรน้ำจิ้มลูกชิ้น สูตรมะขามเปียกสูตรโบราณหาทานยาก

โดยสูตรนี้เป็นสูตรของคุณ Duangkaew Habibi Haranee ค่ะ เรามาดูสูตร และวิธีทำกันดีกว่านะคะ

น้ำจิ้มลูกชิ้น สูตรมะขามเปียก

– มะขามเปียกแช่น้ำคั่นเอาน้ำ

– น้ำกระเทียมดอง

– กระเทียม

– มะเขือเทศ

– รากผักชี

นำมาปั่นรวมกันเลยค่ะ และหลังจากนั้นตั้งใส่ไฟ และใส่น้ำตาลปิ๊ป น้ำตาลทราย เกลือ จากนั้นใส่ส้มมะขามและเครื่องที่ปั่นไว้ เราใช้ไฟอ่อน ไว้ 2-3 ชั่วโมง พอเดือดดีใส่แป่งมัน และพริกคั่วป่น ชิมให้เปรี้ยวหวานเผ็ดตามที่ชอบเลยค่ะ

เพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอน ง่ายๆ เราก็ได้น้ำจิ้มรสเด็ดมาจิ้มคู่ลูกชิ้น หรือ ไส้กรอก แล้วค่ะ ชาวเน็ตลองทำตามดูได้นะคะ

ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูล จาก : Duangkaew Habibi Haranee

ห้ามทำเด็ดขาด 9 วิธีช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่มักเข้าใจกันผิดๆ


ห้ามทำเด็ดขาด 9 วิธีช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่มักเข้าใจกันผิดๆ
Advertisements

จากการที่แพทย์รายหนึ่งออกรายการโทรทัศน์ แนะนำวิธีช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินในกรณีต่างๆ เช่น งูกัด จมน้ำ หมดสติ คลอดลูก ฯลฯ

แต่ยังพบหลายประเด็นที่ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เฟซบุ๊ค Radklao Saisen ซึ่งเป็นแพทย์ประจำห้องฉุกเฉิน หรือ ER จึงออกมาโพสลงในเฟซบุ๊ค เพื่อแก้ไขความเข้าใจของประชาชนให้ถูกต้องตรงกัน ดังนี้...

1. สิ่งที่บอก - งูกัด ให้หาอะไรรัดเหนือบาดแผล

สิ่งที่ถูกต้อง - ไม่ต้องหาอะไรมารัดหรือขันชะเนาะ ให้พยายามให้ส่วนที่ถูกกัดอยู่นิ่งๆ ขยับน้อยที่สุด ไม่ต้องเอาเชือกรัด ไม่ต้องดูดเลือดออกจากแผลแบบพระเอกในละคร

2. สิ่งที่บอก - งูแมวเซากัด พิธีกรบอกจะมีอาการง่วงๆ ให้ปลุกให้ตื่นถ้าหลับอาการจะแย่ แต่คุณหมอก็เออออ

สิ่งที่ถูกต้อง - งูแมวเซามีพิษต่อระบบเลือด มีผลให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ จึงอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติได้ แต่ไม่เกี่ยวกับทำให้ง่วง แต่บางคนที่โดนงูกัดแล้วมีอาการเหมือนง่วงนอน ที่จริงแล้วเป็นงูพิษจำพวกที่เป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง แม้กระทั่งหนังตา จึงทำให้หนังตาตก ตาจะปิดลืมตาไม่ขึ้นดูเหมือนคนง่วงนอน แต่ความจริงไม่ได้ง่วง มัวแต่ปลุกไม่ช่วยอะไร

3. สิ่งที่บอก - เด็กมีไข้ ใช้ cool fever

สิ่งที่ถูกต้อง - cool fever แทบไม่ช่วยลดไข้เลย ถ้าอยากให้ไข้ลดต้องเช็ดตัวลดไข้ให้เด็กด้วย ซึ่งการเช็ดตัวที่ถูกต้องก็มีรายละเอียดอีก

4. สิ่งที่บอก - คนไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ ให้เปิดทางเดินหายใจและเป่าปากอันดับแรก จากนั้นให้คลำชีพจร ถ้าไม่มีชีพจรค่อยกดหน้าอก

สิ่งที่ถูกต้อง - เจอคนไม่รู้สึกตัว ให้เข้าไปตบไหล่ดูว่ามีการตอบสนองหรือไม่ และดูการหายใจ ถ้าไม่ตอบสนองและไม่หายใจหรือแม้กระทั่งหายใจแต่ลักษณะการหายใจผิดปกติ ให้ทำการกดหน้าอกเลยทันทีเป็นอันดับแรก อย่ามัวแต่เปิดทางเดินหายใจและเป่าปากอยู่ ส่วนเรื่องการคลำชีพจรนั้น ถ้าเป็นคนทั่วไป ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์หรือไม่เคยฝึกมา ไม่ต้องคลำชีพจร เพราะความคลาดเคลื่อนมีสูงมาก ไม่แนะนำให้คลำ

5. สิ่งที่บอก - ตำแหน่งกดหน้าอกบอกให้เหนือลิ้นปี่สองนิ้ว และเยื้องไปทางซ้ายอีกสองนิ้วเพราะหัวใจอยู่ทางซ้าย

สิ่งที่ถูกต้อง - ตำแหน่งที่ถูกต้องในการกดหน้าอกคือ ให้ตำแหน่งของส้นมือ อยู่ตรงกึ่งกลางหน้าอกระหว่างหัวนม 2 ข้าง (ระดับเดียวกับหัวนม) ไม่ต้องเยื้องไปฝั่งไหนทั้งนั้น ให้วางตรงกลาง

6. สิ่งที่บอก - เด็กจมน้ำ ถ้าเป็นเด็กเล็กอาจจับพาดบ่าก็ได้แต่ไม่แนะนำ

สิ่งที่ถูกต้อง - ถ้ารู้สึกตัวดีไม่ต้องทำอะไร ถ้าไม่รู้สึกตัว ให้ทำตามที่เขียนไว้ข้อเมื่อกี้ คือกดหน้าอก cpr ค่ะ มีน้ำทะลักออกมาทางปากหรือไม่ เราไม่สน ไม่ได้เกี่ยวกับการมีหรือรอดชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงน้ำที่กระฉอกจากกระเพาะอาหารออกมาทางปากเท่านั้น

7. สิ่งที่บอก - ถ้ามีคนสำลัก แล้วไม่รู้ตัว ใช้ปลายนิ้วดันลิ้นปี่

สิ่งที่ถูกต้อง - ถ้าคนไข้สำลักอาหารหรืออะไรก็แล้วแต่ ต้องดูว่าคนไข้ยังส่งเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้แปลว่าของสิ่งนั้นยังไม่ได้อุดกั้นหลอดลมทั้งหมด ให้บอกผู้ป่วยให้พยายามไอออกมาแรงๆ

แต่ถ้าไม่มีเสียงแล้ว แปลว่าอุดกั้นเต็มท่อหลอดลมแล้วให้ทำการช่วยเหลือทันที โดยทำได้ 2 ท่า คือท่านอนแล้วกดที่ลิ้นปี่ หรือท่านั่งหรือยืนโดยผู้ช่วยเหลือโอบผู้ป่วยจากทางด้านหลัง

แต่ถ้าสำลักแล้ว ไม่รู้สึกตัวแล้ว ให้กดหน้าอก หรือทำ cpr ไปเลย

การช่วยให้สิ่งแปลกปลอมที่สำลักเข้าไปให้ออกมานั้น ท่านอน เรียก abdominal thrustลองเสิร์ชดูคลิปใน internet ได้

เราจะวาง"ส้นมือ" ใต้ลิ้นปี่ แล้วดันขึ้น (แต่ไม่ใช้ปลายนิ้วดันแบบในรายการนะคะ) ให้แรงดันจากมือเรา ดันสิ่งแปลกปลอมขึ้นมาจากหลอดลมให้ออกทางปาก

ส่วนการช่วยเอาสิ่งแปลกปลอมออกในท่าที่ผู้ช่วยเหลือโอบผู้ป่วยจากด้านหลัง เรียกว่าHeimlich maneuver เสิร์ชดูได้ ข้อสังเกตคือ เราจะไม่ใช้มือสองข้างสอดประสานกันแบบนั้น แต่เราจะใช้มือข้างที่ถนัด กำเป็นกำปั้น หันฝั่งนิ้วโป้งเข้าหาลำตัว ส่วนมืออีกข้างก็วางทับลงบนกำปั้นนั้นอีกที

8. สิ่งที่บอก และสิ่งที่แก้ไข

เด็กเล็กเมื่อมีอาการสำลัก เพราะสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ การวางเด็กพาดคว่ำหน้าและลำตัวลงบนท่อนแขน เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่นิ้วมือเราห้ามเอารัดคอเด็ก จากนั้นอย่าใช้ปลายนิ้วกดกลางหลัง ให้ใช้ "ฝ่ามือ" "กระแทก" (ไม่ใช่แค่กดนะคะ) ลงไปกึ่งกลางระหว่างกระดูกสะบักให้แรงๆ เลยนะคะ ทำเบาๆ สิ่งแปลกปลอมไม่ออก และเด็กตายได้เลยนะคะ ขั้นตอนหลังจากนี้มีอีก เสิร์ชดู 5 back blows 5 chest thrusts

9. เรื่องคลอด

สิ่งที่บอก ห้ามเบ่ง ควรไปคลอดที่ รพ. ซึ่งเห็นด้วยค่ะ แต่ขอเพิ่มเติมเล็กน้อยคือ ถ้าหัวเด็กโผล่ออกมาแล้ว คงไม่แนะนำให้กลั้นคาไวเแบบนั้นนะคะ ให้เบ่งคลอดออกมาเลย เพื่อป้องกันภาวะทารกขาดอากาศหายใจค่ะ

นอกจากนี้ คุณหมอยังทิ้งท้ายไว้ว่า หากเกิดกรณีฉุกเฉิน แล้วไม่ทราบวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องจริงๆ สามารถโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือได้ที่เบอร์ 1669 แต่โทรเฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ห้ามโทรเล่นนะคะ

ขอบคุณเนื้อหาจาก เฟซบุ๊ค Radklao Saisen
Advertisements