วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

ขมิ้นชัน เครื่องเทศต้านมะเร็งจากก้นครัว


ขมิ้นชัน เครื่องเทศต้านมะเร็งจากก้นครัว

ในบรรดาเครื่องเทศที่เรานำมาใช้ทำกับข้าวกันนั้น เชื่อว่าทุกคนต่างทราบดีอยู่แล้วว่าย่อมมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแน่นอน ทั้งช่วยบำรุงรักษาสุขภาพและป้องกันโรคภัยต่างๆ โดยเฉพาะโรคร้ายอย่างโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปจำนวนไม่น้อย แต่มีเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่พบว่าสามารถต้านเซลล์มะเร็งได้ชะงัดนัก

ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในพืชตระกูล “หัว” มีสีเหลืองและมีกลิ่นหอม ซึ่งในเหง้าขมิ้นชันจะมีสารสำคัญที่จัดได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มน้ำมันหอมระเหยและกลุ่มสารสีเหลืองส้มที่มีขื่อว่า “เคอร์คูมินอยด์” ซึ่งออกฤทธิ์ช่วยเสริมกัน โดยสารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์นี้จะมีสารหลัก 3 ชนิด ได้แก่

- Curcumin

- Demethoxycurcumin

- Bisdemethoxy curcumin

มีการศึกษาวิจัยการออกฤทธิ์ของสารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์แล้วพบว่า มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ออกฤทธิ์ในการต้านอักเสบ บำรุงตับ ลดระดับคอเลสเตอรอล และบรรเทาโรคต่างๆ

นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด โดยใช้เสริมกับยาต้านมะเร็งเพื่อช่วยกันทำลายเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีกลไกที่ช่วยป้องกันมะเร็ง โดยมีเอนไซม์ออกฤทธิ์ที่ระยะหนึ่งและสอง (Phase I and II carcinogen – metabolizing enzymes) ในการก่อมะเร็งของสารเหนี่ยวนำมะเร็ง

ซึ่งสารสำคัญที่ชื่อ “เคอร์คูมินอยด์” จะออกฤทธิ์ช่วยยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็งในมนุษย์ได้ดังต่อไปนี้

- เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (T – cell Leukemia)

- เซลล์มะเร็งปอดชนิด Non small cell Carcinoma

- เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Human colon adenocarcinoma)

- เซลล์มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (Bladder cancer cell)

- เซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Non – Hodgkin’s lymphoma)

- เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากหรือรังไข่

- มะเร็งปากมดลูก

- มะเร็งตับ

ถึงแม้ว่าขมิ้นชันจะมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายหลายประการ แต่มีข้อควรระวังในการใช้ด้วยเช่นกัน กล่าวคือไม่ควรใช้ในสตรีที่กำลังมีครรภ์หรือให้นมบุตร รวมถึงผู้ที่มีปัญหาท่อน้ำดีอุดตันและผู้ป่วยที่กำลังรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้นั่นเองค่ะ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

เรื่องจริง 10 ข้อ ของหน้าอกที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

 เรื่องจริง 10 ข้อ ของหน้าอกที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ทั้งชายและหญิงต่างมีหน้าอกเป็นของตัวเองรวมถึงหัวนมที่เป็นสิ่งคู่กัน จุดประสงค์หลักของหน้าอกและหัวนมของผู้หญิงมีไว้ให้น้ำนมแก่ทารกแตกต่างจากฝ่ายชายที่ไม่ได้มีหน้าที่นี้ เพียงแต่วันนี้เราจะมาบอกถึงสิ่งที่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อนเกี่ยวกับหน้าอกและหัวนมของคุณ

1 เราสามารถมีหัวนมมากกว่า 2 มันอาจจะไปเกิดตรงจุดไหนของร่างกายก็ได้ที่ไม่ใช่หน้าอกการเติบโตของเยื่อจะไม่สมบูรณ์เหมือนหน้าอกนั่นเอง ซึ่งหากมันเกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องกำจัดออก

2 มีขนบริเวณรอบหัวนมเป็นเรื่องปกติ โดยปกติผู้หญิงจะไม่มีหากใครมีอาจเป็นเพราะความแปรปรวนของฮอร์โมนที่อาจมาพร้อมความเป็นวัยรุ่น ตั้งครรภ์ หรือหมดประจำเดือน ส่วนใครมีมากจนผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจจะเชื่อมถึงความผิดปกติของรังไข่ได้ แต่ผู้ชายจะมีเป็นปกติ

3 มนุษย์เท่านั้นที่มีหน้าอกใหญ่ถาวร ที่เหลือนั้นมีเพื่อเลี้ยงลูกเท่านั้น มนุษย์ผู้หญิงนั้นไม่ได้มีเพื่อตั้งครรภ์หรือเลี้ยงลูกเท่านั้น เป็นความสามารถในการเก็บไขมันและความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งหน้าอกจะขยายเต็มที่ก็ตอนวัยรุ่น หน้าอกหญิงสาวมีไว้ให้น้ำนมหลังจากนั้นเป็นเพียงไขมัน

4 มีของเหลวไหลออกจากหัวนมทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ อาจจะมีสีใส ขุ่น หรือ ขาว อาจจะเหนียวหรือเป็นน้ำ เกิดจากการที่หน้าอกถูกกดทับหรือถูกบีบอย่างแรงเท่านั้นโดยชุดชั้นในหรือสปอร์ตบาร์ขณะออกกำลังกาย แต่หากเป็นเลือดออกมาควรปรึกษาแพทย์ทันที

5 หัวนม 2 ข้างไม่เท่ากัน เป็นเรื่องปกติหากลองสังเกตข้างซ้ายมักใหญ่กว่าข้างขวา

6 การทำศัลยกรรมหน้าอกลดการตอบสนองของหัวนม

7 หน้าอกจะเปลี่ยนแปลงเสมอในขณะเป็นประจำเดือน หรือตั้งครรภ์

8 หัวนมแข็งไม่ได้เกิดจากอารมณ์ทางเพศเสมอไป อาจมาจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ช็อค ให้น้ำนมลูก หรือการที่เสื้อผ้าสีกับหน้าอกเป็นเรื่องปกติ

9 หัวนมบอด 10-20 เปอร์เซ็นของผู้หญิงเป็นตั้งแต่เกิด สาเหตุจากกล้ามเนื้อท่อบริเวณหัวนมสั้น การให้นมก็อาจทำให้เป็นอาการนี้ได้เช่นกัน หรือจากเป็นโรค ความย่อนคล้อยแม้กระทั่งการตั้งครรภ์ก็สามารถเกิดได้และควรระวังการติดเชื้อบริเวณหัวนม

10 หัวนมของทุกคนพัฒนามาตั้งแต่ในครรภ์ เด็กผู้ชายจะถูกฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนหยุดการเจริญเติบโตของหน้าอก ซึ่งกระบวนเหล่านี้มาจากร่างกายระบุเพศ

ที่มา: Thaiza

10 สิ่งเหลือเชื่อที่สัตว์เลี้ยงแสนรักรับรู้ได้จากตัวคุณ


10 สิ่งเหลือเชื่อที่สัตว์เลี้ยงแสนรักรับรู้ได้จากตัวคุณ

สุนัข มีสัญชาตญาณที่รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของมนุษย์จีงทำให้มันกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อเจ้าของ ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดมันก็สามารถสัมผัสความตื่นเต้น ความสุข ความเศร้าและความเครียดได้ มันจึงมีส่วนในการช่วยรักษาปัญหาทางอารมณ์ของมนุษย์ 10 สิ่งที่สุนัขสามารถรับรู้ได้จากคนมีดังนี้

1 ความเศร้า เจ้าเพื่อนสี่ขารับรู้ความผิดปกติทางอารมณ์ของเราได้แม้จะพยายามทำเป็นไม่เศร้าก็ตาม นั้นจะทำให้มันเศร้าตามไปด้วย ขณะร้องไห้มันก็จะเข้ามาเลียหน้าคุณ

2 มะเร็งหรือโรคอื่นๆ มันสามารถรับรู้ถึงโรคภัยในร่างกายเจ้าของของมันจากการดมกลิ่น

3 ตั้งครรภ์ ขณะตั้งครรภ์สุนัขของคุณจะคอยเฝ้าคุณไม่ห่าง ทำตัวน่ารักและคอยปกป้องคุณ มันอาจจะชอบเข้ามาดมหรือนอนบนท้องของคุณ ในช่วงเวลานี้คุณไม่ควรปล่อยละเลยสัตว์เลี้ยงของคุณด้วยเช่นกัน

4 แผ่นดินไหว มันรับรู้ความผิดปกติของธรรมชาติจากการได้ยินเสียงหินเคลื่อนไหวใต้พื้นดินซึ่งมักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนแผ่นดินไหว

5 พายุ หากมันมีพฤติกรรมวิ่งหอบไปมา หรือแสดงความไม่สบายใจแม้สภาพแวดล้อมเป็นปกติก็ตาม เนื่องจากมันสัมผัสถึงความกดอากาศที่ต่ำลงอย่างรวดเร็วและไฟฟ้าสถิตย์มักเกิดขึ้นก่อนอากาศเปลี่ยนแปลง

6 น้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้ใดที่เป็นโรคเบาหวานจะมีกลิ่นเฉพาะที่สุนัขของคุณสัมผัสได้ กรณีน้ำตาลในเลือดต่ำบางครั้งเจ้าตูบจะหอนหรือเลียมือของคุณ

7 ความเกลียดชังระหว่างมนุษย์ มันสามารถรู้ได้ว่าคุณไม่ชอบใคร ขณะมีอารมณ์โกรธหรือเกลียดชังร่างกายของเราจะปล่อยสารเคมีหลายประเภทที่ทำให้สุนัขรับรู้ได้รวมถึงท่าทางของคุณด้วย

8 ความเผื่อแผ่ การกระทำของคุณส่งผลต่อจิตใจ หากเจ้าของเป็นอย่างไรสุนัขก็จะมีนิสัยคล้ายกัน หากคุณชอบดูแลมีน้ำใจ สุนัขของคุณเมื่อเจอผู้อื่นหรือสัตว์ตัวอื่นมันก็จะไม่ก้าวร้าว

9 ความกลัวและความเครียด มันรับรู้ได้ทันทีทันใดถึงคุณจะไม่ได้แสดงออกมา มันจะรีบเข้ามาอ้อนคุณและพยายามช่วยเหลือ 10 ความมุ่งมั่นตั้งใจ มันอ่านคุณออกและสามารถรับรู้ถึงความมุ่งมั่นของคุณ เช่น วันใดที่คุณจะพามันไปพบสัตวแพทย์หรือการโดนฉีดยามันรู้ได้ทันทีและจะหาทางแอบคุณ หรือหากคุณทำอะไรที่เป็นกิจวัตรประจำวันแปลกไปมันก็สัมผัสได้เช่นกัน

ที่มา: Thaiza

อาการมือสั่นเกิดจากอะไรและจะแก้ไขได้อย่างไร..ใครเคยเป็นลองอ่านดู


อาการมือสั่นเกิดจากอะไรและจะแก้ไขได้อย่างไร..ใครเคยเป็นลองอ่านดู

อาการมือสั่นเป็นปัญหาทั่วไปของผู้ใหญ่สาเหตุเกิดจากการหยุดชะงักในการทำงานของสมองซึ่งมีแนวโน้มมาจากครอบครัว และสาเหตุอื่นเช่น

- เงื่อนไขทางการแพทย์ เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานหนักผิดปกติและโรคฮันติงตัน

- ผลข้างเคียงจากยา โดยเฉพาะยาที่รักษาโรคหอบหืด โรคซึมเศร้า หรือการหยุดยาบางชนิด

- ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป ส่งผลต่อระบบประสาท

- น้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากเส้นประสาทและกล้ามเนื้อขาดการหล่อเลี้ยงนอกเหนือจากนั้นอาจเกิดจากการออกกำลังกายมากเกินไป

- เลิกแอลกอฮอล์ ร่างกายสั่นเพราะความต้องการ

- วิตกและเครียดเกินไป

แม้อาการมือสั่นจะไม่ได้คุกคามถึงชีวิตแต่จะส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันยากขึ้นเช่น การถือของ ถือแก้วน้ำ การกิน หรือกระทั่งการเขียน นอกเหนือจากสาเหตุต่างๆด้านบนอาการมือสั่นกำลังเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าระบบประสาทของคุณอาจกำลังเสื่อมถอยลง และนี่เป็นหนทางเบื้องต้นที่จะลดอาการมือสั่นได้

1 ควบคุมระดับความเครียด ด้วยการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นเวลา 10 นาที

2 ดื่มชาคาโมมายหรือน้ำมันคาโมมาย ดื่มชา 2-3 แก้วต่อวัน หรือหยดน้ำมันคาโมมายขณะอาบน้ำ หากใครทานยาเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้วิธีนี้

3 ออกกำลังมือ โดยหาลูกบอลพอดีมือบีบ-คลาย โดยค้างแต่ละท่าไว้ 5 วิแล้วค่อยๆปล่อยทำไป 10 ครั้งทุกๆวัน

4 โอเมก้า 3 รับประทานอาหารที่มีโอเมก้า3 จะช่วยเรื่องระบบประสาทรวมถึงน้ำมันตับปลา หากใครทานมังสะวิรัติให้ทานเมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดฟักทอง และวอลนัท

5 หลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีนและแอลกอฮอล์

ที่มา: Thaiza

เคล็ดลับที่ไม่เคยรู้มาก่อน เผาใบกระวานลดความเครียดได้

เคล็ดลับที่ไม่เคยรู้มาก่อน เผาใบกระวานลดความเครียดได้

ในแต่ละวันของคนเรามักมีความเครียดสะสมจากความรับผิดชอบหลายๆอย่างในชีวิตประจำวัน เรากำจัดปัญหานั้นทำได้ด้วยวิธีง่ายๆแม้จะเป็นวิธีที่ไม่คาดคิดมาก่อนก็ตาม เพียง 5 นาทีจะช่วยปรับระดับความเครียดให้ลดน้อยลง

ใบกระวาน มีถิ่นกำเนิดทางภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนเป็นสมุนไพรราคาไม่แพงที่พบได้ง่าย มักถูกนำมาใช้ทำน้ำมันหอมระเหยซึ่งถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย เจนดาดี้ มาลาโคฟ เป็นผู้ที่พบประโยชน์ของใบกระวาน ซึ่งคุณสมบัติของมันนั้นช่วยผ่อนคลายและบรรเทาความตึงเครียด เชฟหลายคนที่นำมันมาประกอบอาหารอาจไม่รู้สรรพคุณของมันด้วยซ้ำว่ายังสามารถต่อสู้กับความเครียดเรื้อรังในระยะยาวได้

วิธีการคือเพียงคุณนำใบกระวาน (สดหรือแห้ง) มาเผาในที่เขี่ยบุหรี่หรือจุดที่ปลอดภัย จากนั้นทิ้งไว้ 10 นาที คุณจะรู้สึกถึงบรรยากาศในห้องที่เปลี่ยนไป พร้อมความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น หรืออาจจะทำสปาในห้องน้ำไปด้วยสูดกลิ่นควันจากใบกระวาน จะช่วยบำรุงร่างกายและจิตใจของคุณ

ที่มา: Thaiza

นี่คือผลเสียจากการนอนหลับไม่เพียงพอ

 นี่คือผลเสียจากการนอนหลับไม่เพียงพอ

เวลาผ่านไปคนเรามีอายุเพิ่มขึ้นตามเราจึงควรใช้เวลาในแต่ละวันให้เต็มที่และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการนอน การนอนถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการทำงานของร่างกายและจิตใจ

ประชากรมากกว่าหนึ่งในสามไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพเป็นอย่างมากจะทำให้ร่างกายอ่อนล้าและเหนื่อยอยู่ตลอดเวลาซึ่งส่วนใหญ่อาการเมื่อยล้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของชาวตะวันตก ชาวอเมริกา 50-70 ล้านคนได้รับผลกระทบโดยมีความผิดปกติจากการนอนหลับเรื้อรังส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมอง ซึมเศร้า โรคเบาหวานและอาการเรื้อรังอื่นๆตามมา

การนอนหลับผิดปกตินั้นส่งผลเสียแก่การทำงานในแต่ละวัน พฤติกรรมรวมถึงความสัมพันธ์ในชีวิตอีกด้วย นอกจากนั้นกว่า 1500 รายมีอาการหลับในขณะขับรถ และเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุรถชน 100,000 ครั้งต่อปี การอดนอนเป็นปัญหาร้ายแรงในสหรัฐอเมริกาที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จึงเกิดคำถามว่าเราควรนอนกี่ชั่วโมงถึงจะเพียงพอ

คำตอบของแต่ละคนต่างกันออกไปบางคนนอนเพียง 4 ชั่วโมงตอนกลางคืนและยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติตลอดวัน ในความเป็นจริงไม่ควรต่ำกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันและต้องมีอาการหลับสนิท ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงต่อวันหากในระหว่างวันมีการนอนหลับในระยะสั้น 30 นาที ก็ถือว่าเป็นการนอนหลับเช่นกัน

อาการส่วนใหญ่ของคนที่นอนหลับไม่เพียงพอ

- ระหว่างวันจะมีอาการอ่อนล้า

- น้ำหนักเพิ่ม

- คาเฟอีนเป็นสิ่งจำเป็น

- หลับในขณะขับรถ

ควรแก้ไขอย่างไร

- จัดตารางชีวิตตัวเอง

- ฝึกการนอนให้อยู่ในช่วงเวลาเดิมเป็นประจำ

- ออกกำลังกายทุกวัน

- มีเตียงที่เหมาะสมแก่การนอนหลับอย่างสบาย

- ปิดโทรทัศน์

- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีนก่อนนอน

ที่มา: Thaiza

วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

6 ปัจจัยเสี่ยงและสัญญาณเตือน “โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่”


6 ปัจจัยเสี่ยงและสัญญาณเตือน “โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่”

เมื่อพูดถึงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่สามารถคร่าชีวิตของผู้คนได้ ส่วนใหญ่ต่างก็นึกถึงโรคมะเร็งเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งจากสถิติเมื่อปีพ.ศ.2538 พบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งมากถึงอันดับ 3 ในเพศหญิง และอันดับ 2 ในเพศชาย รวมถึงมีการตรวจพบโรคมะเร็งลำไส้ในระยะที่ 4 หรือระยะแพร่กระจายมากเป็นอันดับ 1 อีกด้วย

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งแต่ละชนิดจะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป สำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จะมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังต่อไปนี้

1 อาหาร การรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีสีแดงเป็นประจำ รวมถึงอาหารแปรรูปที่ผ่านกรรมวิธีและอาหารทอด ปิ้ง หรือย่าง อาหารที่มีรสเค็ม อาหารหมักดอง และรับประทานผักผลไม้น้อย

2 ออกกำลังกาย ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายจะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น

3 โรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งเต้านม และโรคมะเร็งรังไข่

4 อายุ สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็ก แต่จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีอายุมากกว่า 50 ปี

5 ประวัติการเจ็บป่วย ผู้ที่มีประวัติ Polyps หรือเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง และคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือ Polyps

6 โรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง เนื่องจากมักจะมีภาวะน้ำหนักตัวเกินนั่นเอง

อาการเตือนควรระวังเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

1 รู้สึกเหมือนปวดท้องอุจจาระ แต่เวลาถ่ายกลับไม่มีอุจจาระออกมา หรือถ่ายออกมาไม่หมด

2 ปวดท้องเป็นพักๆ หรือปวดๆ หายๆ

3 มีอาการท้องอืดหรือท้องแน่นตลอดเวลา

4 มีอาการท้องเสียสลับกับท้องผูก จึงทำให้ก้อนอุจจาระแข็งและเหลวสลับกัน รวมถึงอาจจะมีอาการถ่ายอุจจาระที่มีมูกเลือดปน

5 ขนาดอุจจาระเล็กกว่าปกติ

6 มีอาการคลื่นไส้และอาเจียน

ซึ่งเราจะสามารถสังเกตเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่อาการเริ่มต้นจะมาจากอุจจาระทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นหากเริ่มมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องและมีโอกาสหายได้มากขึ้นด้วยค่ะ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

มารู้จักกับอาการหนาวในและวิธีป้องกัน ตามหลักแพทย์แผนไทย


มารู้จักกับอาการหนาวในและวิธีป้องกัน ตามหลักแพทย์แผนไทย

“อาการหนาวใน” เป็นอาการทางร่างกายอย่างหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกวัย โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่ได้อยู่ไฟหลังคลอดนั้น ซึ่งมีการบันทึกในตำราแพทย์แผนไทยไว้ว่า การคลอดลูกทำให้ผู้หญิงสูญเสียความร้อนภายในร่างกาย เปรียบเสมือนธาตุไฟที่ทำให้เสียความสมดุล และยังสามารถเกิดขึ้นกับสตรีที่มีประจำเดือนผิดปกติหรืออยู่ในวัยกำลังจะหมดประจำเดือนและหมดประจำเดือนแล้ว

อาการเบื้องต้นของ “อาการหนาวใน”

1 รู้สึกหนาวแม้เพียงฝนเริ่มตั้งเค้า มีอาการหนาวสะท้าน

2 มือเขียว ปากเขียว มือและเท้าเย็นจัด ราวกับระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ไม่ดี

3 มีอาการปวดหลังชาๆ ข้อสะโพกขัด และมีจ้ำเขียวบนผิวหนังตามร่างกาย

4 มีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและเป็นตะคริวได้ง่าย

5 เป็นไข้ทับระดูทุกครั้งที่มีประจำเดือน

6 อาจจะมีอาการปวดหน่วงๆ บริเวณท้องน้อย และมีความเสี่ยงต่อการเกิดมดลูกอักเสบ

ขั้นตอนการรักษาตามหลักแพทย์แผนไทย

การรักษาด้วยตามหลักแพทย์แผนไทยนี้ จะขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคนว่าควรใช้ขั้นตอนใดบ้าง ดังต่อไปนี้

ขั้นแรก คือ การปลูกไฟธาตุ เป็นการใช้ยาร้อนในการปลูกธาตุไฟให้ทำงาน และเป็นการปรับสมดุลธาตุในร่างกาย

ขั้นที่สอง คือ การบำรุงไฟธาตุ เป็นการใช้ยารสเปรี้ยวเน้นการบำรุงเลือดและฟอกเลือดให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น

ขั้นที่สาม คือ การใช้ยาร้อนที่สุด เป็นการใช้ยาร้อนที่เรียกว่า “เจตมูตเพลิง” หรือ “ว่านชักมดลูก” เพื่อขับโลหิตและของเสียออกจากร่างกาย จะช่วยให้เราขับประจำเดือนออกจากร่างกายจนหมดและไม่มีตกค้าง สามารถช่วยป้องกันการเกิดช็อกโกแลตซีสต์ได้อีกทางหนึ่ง

ผู้หญิงทุกคนล้วนแต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดก้อนในช่องท้อง หรือที่เรียกกันว่ากลุ่มมดลูกอักเสบและกลุ่มอาการช็อกโกแลตซีสต์ แต่ในทางแพทย์แผนไทยสามารถช่วยป้องกันได้ โดยรับประทานยาสตรีทุกครั้งก่อนมีประจำเดือน จะช่วยขับของเสียและประจำเดือน ทำให้ไม่มีตกค้างสะสมในที่สุด

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

5 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อันตรายที่ควรระวัง


5 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อันตรายที่ควรระวัง

ปัจจุบันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในทุกปี ซึ่งจากสรุปรายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา ประจำปีพ.ศ.2557 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าไม่ได้มีแค่เพียงโรคเอดส์เท่านั้น แต่ยังมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญและควรระมัดระวังหรือป้องกันอีก 5 โรค ได้แก่

1 แผลริมอ่อน จะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนและมีอาการเจ็บบริเวณเส้นสองสลึง จากนั้นจะมีแผลเล็กๆ โดยก้นแผลมีหนอง ขอบแผลจะไม่เรียบ แต่นูนขึ้นและไม่แข็ง ซึ่งทำให้ผู้ชายที่เป็นโรคนี้รู้สึกเจ็บมาก ส่วนผู้หญิงอาจจะไม่ค่อยเจ็บเท่าไร รวมถึงมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต เมื่อกดแล้วจะเจ็บ สามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้ง่าย

2 หนองใน เมื่อปัสสาวะจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน เนื่องจากเกิดอาการระคายเคืองที่ท่อปัสสาวะ และมีหนองสีเหลืองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะอีกด้วย สำหรับผู้หญิงอาจจะมีอาการตกขาวหรือเลือดออกผิดปกติ

3 หนองในเทียม เกิดจากการอักเสบของท่อปัสสาวะที่ติดเชื้อโรคโดยไม่ใช่หนองในแท้ โดยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนเมื่อปัสสาวะ และมีหนองไหลออกมาจากอวัยวะเพศ สำหรับผู้ชายอาจจะมีอาการปวดหน่วงๆ ที่อวัยวะเพศและลูกอัณฑะอักเสบ ส่วนผู้หญิงจะมีอาการปัสสาวะขัด ปวดท้องน้อย มีตกขาว และอาจจะมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์

4 ซิฟิลิส มีลักษณะเป็นตุ่มแดงแตกออกเป็นแผลที่ปากอวัยวะเพศ หรือบริเวณอัณฑะ ทวารหนัก และริมฝีปาก โดยสามารถหายได้เองภายใน 1 – 5 สัปดาห์ แต่เชื้อยังคงอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตรายมากขึ้นต่ออวัยวะภายในต่างๆ

5 ฝีมะม่วง จะมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต เป็นแผลที่อวัยวะเพศและมีหนองไหลออกมา ท่อปัสสาวะอักเสบ เมื่อปวดเบ่งอุจจาระอาจจะมีเลือดและหนองไหลออกมาจากรูทวาร

สิ่งที่น่าตกใจมากคือ ผู้ป่วยโรคเหล่านี้ส่วนใหญ่มีอายุเพียง 10 – 24 เท่านั้น เพราะฉะนั้นควรใช้ถุงยางอนามัยก่อนมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง และยังช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรอีกด้วยค่ะ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

9 เคล็ดลับ รับประทานอาหารอย่างไรให้ห่างไกลโรคมะเร็ง


9 เคล็ดลับ รับประทานอาหารอย่างไรให้ห่างไกลโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ภายในร่างกาย โดยส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตด้วยการแบ่งเซลล์เพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างผิดปกติ และยังขึ้นชื่อว่าเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์เป็นอันดับต้นๆ อันเนื่องมาจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

มีการศึกษาวิจัยพบว่า อาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นมีส่วนสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคมะเร็งมากถึง 30 – 50% โดยเฉพาะอาหารปิ้งย่างที่มีส่วนไหม้เกรียม อาหารที่เค็มจัด อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีราสีเหลืองและสีเขียว และการถนอมอาหารด้วยเกลือ เป็นต้น

ดังนั้นเราจึงควรพิถีพิถันในการเลือกรับประทานอาหารมากขึ้น เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ และยังทำให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น ด้วยอาหารต้านมะเร็ง 9 ชนิด ดังนี้

1 ผัก 5 สี ผักเหล่านี้อุดมไปด้วยสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งได้ เช่น มะเขือเทศ แครอท คะน้า บล็อกโคลี่ และกะหล่ำสีม่วง เป็นต้น

2 ผลไม้ มีวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย

3 ธัญพืช ควรรับประทานธัญพืชชนิดเต็มเมล็ดที่ผ่านการขัดสีน้อยที่สุด จึงจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

4 เครื่องเทศ นอกจากจะช่วยเสริมรสชาติให้อาหารอร่อยยิ่งขึ้นแล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและช่วยความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

5 ปรุงอาหารอย่างถูกวิธี ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำหลายๆ ครั้ง หลีกเลี่ยงอาหารที่ไหม้เกรียมหรืออาหารสุกๆ ดิบๆ

6 ดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ เป็นการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย เช่น ชาเขียว น้ำขิง และน้ำแครอท เป็นต้น

7 ลดการบริโภคเนื้อแดง ควรรับประทานเนื้อแดงสัปดาห์ละไม่เกิน 500 กรัม

8 ลดการใช้เกลือ ในแต่ละวันควรบริโภคเกลือไม่เกิน 6 กรัม

9 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หมายถึงไขมันอิ่มตัวอย่างเช่นกะทิและไขมันที่ได้จากสัตว์

เมื่อเรารับประทานอาหารตามหลักดังนี้เป็นประจำ ก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงและห่างไกลจากโรคมะเร็งได้ค่ะ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

ปลูกไว้บ้าง ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรต้านหวัดและมะเร็ง


ปลูกไว้บ้าง ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรต้านหวัดและมะเร็ง

ฟ้าทะลายโจรเป็นพืชสมุนไพรที่มีการใช้ป้องกันโรคหวัดในประเทศจีนมาอย่างยาวนาน รวมถึงยังได้รับการบรรจุเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทยอีกด้วย โดยใช้รักษาและบรรเทาอาการโรคหวัด เจ็บคอ น้ำมูกไหล หรือบรรเทาอาการท้องเสียชนิดไม่ติดเชื้อ แต่ยังมีอีกสรรพคุณหนึ่งที่นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ การใช้ฟ้าทะลายโจรในผู้ป่วยโรคมะเร็งนั่นเอง

ฟ้าทะลายโจรเป็นพืชล้มลุกที่มีใบสีเขียวเข้ม ออกดอกเป็นช่อ ผลมีลักษณะเป็นฝักสีเขียวอมน้ำตาลปลายแหลม เมื่อผลแก่จะแตกเป็นสองซีกแล้วดีดเมล็ดออกมา ทั้งต้นมีรสขม โดยส่วนที่เจริญเติบโตเหนือดินจะมีสารจำพวกไดเทอปีนแลคโตน (diterpene lactones) หลายชนิด ได้แก่ ดีออกซีแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide) แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) และนีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (neoandrographolide) โดยสารเหล่านี้จะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่แตกต่างกันไป

โดยเฉพาะสารสำคัญที่มีชื่อว่า “แอนโดรกราโฟไลด์” (andrographolide) นั้นมีฤทธิ์ทางยาหลายประการ สามารถช่วยต้านการอักเสบและป้องกันตับจากสารพิษที่ได้รับจากยาและแอลกอฮอล์ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และยังสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกัน พร้อมกับยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด เช่น เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว เซลล์มะเร็งในช่องปาก และเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก

นอกจากนี้ยังออกฤทธิ์โดยเพิ่มอัตราการตายแบบ apoptosis ในเซลล์มะเร็งตับ แล้วยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งปอดและเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย หรืออาจจะเรียกได้ว่าฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสรรพคุณอย่างแท้จริง และยังมีความปลอดภัยสูงในการรับประทานระยะยาว

ทั้งนี้การใช้ฟ้าทะลายโจรเป็นยาสมุนไพรนั้น มีข้อห้ามสำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยแล้วพบว่า ฟ้าทะลายโจรมีผลทำให้หนูทดลองสามารถแท้งได้นั่นเอง

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

นี่คือประโยชน์ 10 ข้อ ของกากน้ำตาล บอกเลยมันดีจริงๆ


นี่คือประโยชน์ 10 ข้อ ของกากน้ำตาล บอกเลยมันดีจริงๆ

กากน้ำตาล (Blackstrap Molasses) เป็นไซรัปสีดำที่มีความข้นซึ่งได้จากอ้อยหลังจากการทำน้ำตาล อย่างที่เราทราบว่าน้ำตาลทรายสีขาวนั้นไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไรนัก แต่กากน้ำตาบนั้นเป็นแหล่งที่มีแร่ธาตุและสารอาหารมากมายซึ่งได้จากการที่ต้นอ้อยดูดซึมสารอาหารจากดิน

แหล่งสารอาหารนั้นประกอบด้วย เหล็ก แคลเซี่ยม แมกนีเซียม โพแทสเซียม แมงกานีส วิตามินบี 6 คอปเปอร์ และเซเลเนี่ยม (สารต้านอนุมูลอิสระ) รวมทั้งไร้ไขมันและคอเลสเตอรอล ไปจนถึงมีโซเดียมในปริมาณน้อยด้วยเช่นกัน

แม้แต่คนที่เป็นโรคเบาหวานยังสามารถบริโภคได้ไม่เหมือนน้ำตาลทราย กากน้ำตาลเป็นสารทดแทนความหวานที่ดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแต่อย่างไรห้ามบริโภคเกิน 1 ช้อนโต๊ะต่อวัน

วิธีที่ดีที่สุดในการใช้กากน้ำตาลเป็นอาหารเสริมคือการผสมกากน้ำตาล 1-2 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่นดื่มบำรุงร่างกาย

10 ประโยชน์ของกากน้ำตาล

1 ป้องกันโลหิตจาง

2 ลดปัญหาแก้ปวดประจำเดือน

3 แก้ปัญหาท้องผูกและระบบขับถ่ายไม่ปกติ

4 บำรุงหัวใจ

5 ต่อสู้กับความเครียด

6 ป้องกันการเกิดมะเร็ง

7 เสริมสร้างพลังงานร่างกาย

8 ช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง

9 ปรับการนอนหลับให้ดีขึ้น

10 บำรุงผมให้แข็งแรง

ที่มา: Thaiza

เมื่อเริ่มรู้สึกนิ้วล็อคควรทำอย่างไร? มาดูวิธีกัน

เมื่อเริ่มรู้สึกนิ้วล็อคควรทำอย่างไร? มาดูวิธีกัน

ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่มักใช้นิ้วโป้งสไลด์หน้าจอโทรศัพท์และใช้งานเป็นเวลานานจนกระทั่งมีอาการปวดนิ้วฉับพลันในลักษณะงอ และต้องค่อยๆยืดนิ้วเพื่อให้ลดอาการนิ้วล็อค เป็นลักษณะของการอักเสบที่เกิดจากเส้นเอ็นของนิ้วแคบลงซึ่งร่างกายส่งให้เส้นเอ็นขยับได้ดีเมื่อเคลื่อนนิ้วจึงงออยู่แบบนั้น

อาการเริ่มแรกจะมีความรู้สึกปวดหนึบๆและฐานที่นิ้วบวม จะมีเสียงกึกๆเวลาเคลื่อนนิ้วเนื่องจากนิ้วแข็ง และนี่คือวิธีที่จะบรรเทาอาการนิ้วล็อค

1 พักการใช้งานนิ้วมืออย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง จะช่วยลดอาการปวดและการอักเสบ

2 ใส่เฝือกอ่อนที่ไม่แน่นเกินไป ต่อเนื่อง 6-7 สัปดาห์

3 ผ้าใส่น้ำแข็งประคบเย็น จะช่วยให้รู้สึกชาช่วยลดอาการปวดบวม วางบริเวณที่ปวด 10 นาที และพัก 5 นาที จากนั้นทำซ้ำอีก 2-3 ครั้ง

4 แช่มือในน้ำอุ่นช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น น้ำควรอุ่นพอดีที่ร่างกายรับไหว

5 ออกกำลังมือและนิ้ว โดยการกำมือและแบมือต่อเนื่อง 10-15 ครั้งหรือหาลูกบอลาบีบคลาย

6 นวดนิ้วที่ปวดเบาๆโดยใช้น้ำมันมะกอกอุ่น 5 นาที

7 ว่านหางจระเข้ เจลที่มีวิตามินและกรดอะมิโนจะช่วยซ่อมแซมเส้นเอ็น

8 บรอมีเลียน ในสับปะรดช่วยลดอาการอักเสบได้ดังนั้นควรรับประทานสับปะรด

9 ทานผงขมิ้นผสมนมและน้ำผึ้ง

10 ฝังเข็ม เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนเลือด

หากอาการรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ที่มา: Thaiza

อย่าละเลย..เนื้องอกมดลูก กับ 8 สัญญานเตือนสำหรับผู้หญิง


อย่าละเลย..เนื้องอกมดลูก กับ 8 สัญญานเตือนสำหรับผู้หญิง

“เกิดเป็นผู้หญิงแท้จริงแสนลำบาก” สำหรับผู้หญิงที่อยู่วัยเจริญพันธุ์หรือวัยหมดประจำเดือนแล้วก็ตาม มดลูกเป็นอวัยวะอย่างหนึ่งที่สำคัญสำหรับผู้หญิงอย่างยิ่ง ซึ่งในทางการแพทย์ปัจจุบันพบว่าสาวๆ หลายคนมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับมดลูก อันเนื่องมาจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้มีโอกาสเป็นมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ซีสต์ที่ปีกมดลูก หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก แต่ยังมีอีกโรคหนึ่งที่เป็นภัยเงียบและพบมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน นั่นก็คือ “เนื้องอกมดลูก” ซึ่งเราสามารถสังเกตอาการด้วยตนเองก่อนว่ามีความเสี่ยงหรือไม่

1 มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และรู้สึกแน่นท้อง โดยเฉพาะบริเวณช่วงล่างด้านซ้ายของท้อง

2 มีอาการท้องผูกอันเนื่องมาจากก้อนเนื้ออยู่ในตำแหน่งที่ค่อนไปทางข้างหลังของช่องท้อง จึงทำให้ไปกดทับลำไส้ใหญ่

3 มีอาการปวดหลัง เพราะก้อนเนื้อที่มีขนาดใหญ่อยู่ในตำแหน่งบริเวณช่วงหลังของท้อง จึงทำให้ไปเบียดอวัยวะภายใน

4 ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ เนื่องจากก้อนเนื้อที่มดลูกเข้าไปเบียดกับกระเพาะปัสสาวะ จึงทำให้กระเพาะปัสสาวะเก็บปริมาณปัสสาวะได้น้อยลง

5 มีอาการปวดท้องประจำเดือนมากผิดปกติ หรือประจำเดือนมามากผิดปกติ

6 รู้สึกเจ็บในขณะที่กำลังมีเพศสัมพันธ์ หากมีเนื้องอกเกิดขึ้นที่บริเวณปากมดลูก หรือมีก้อนเนื้อยื่นเข้าไปในช่องคลอด

7 เกิดภาวะแทรกซ้อนช่วงระหว่างตั้งครรภ์ อย่างเช่นก้อนเนื้องอกที่ขัดขวางการคลอดทางช่องคลอด หรือทารกที่อยู่ในครรภ์อาจจะอยู่ผิดท่า จึงทำให้ต้องคลอดด้วยวิธีการผ่า เนื่องจากไม่สามารถคลอดตามธรรมชาติได้

8 ทำให้มีบุตรยากหรืออยู่ในภาวะแท้งบุตรง่าย เพราะก้อนเนื้อยื่นเข้าไปในโพรงมดลูกแล้วอาจจะทำให้ท่อนำไข่อุดตัน และไปขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน

เนื้องอกมดลูกสามารถรักษาได้ หากตรวจพบเร็วและสามารถกำจัดออกได้ ก่อนที่เนื้องอกนั้นจะพัฒนากลายเป็นโรคมะเร็ง ดังนั้นต้องหมั่นสังเกตอาการเหล่านี้แล้วรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุดค่ะ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

ยอ สมุนไพรตำรับโบราณต้านมะเร็ง ซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลายได้


ยอ สมุนไพรตำรับโบราณต้านมะเร็ง ซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลายได้

ต้นยอเป็นสมุนไพรไทยที่นิยมใช้เป็นยาตามตำรับยาโบราณมาตั้งแต่สมัยสองพันปีที่แล้ว โดยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งราก เปลือก ใบ และผล ทั้งชาวจีน ญี่ปุ่น อินเดีย อินโดนีเซีย และประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อใช้ในการรักษาโรคต่างๆ

ต้นยอเป็นพืชไม้ต้นขนาดเล็กที่นิยมปลูกช่วงต้นฤดูฝนในแถบเอเชียเขตร้อน สามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด โดยปกติจะไม่นิยมรับประทานใบสดๆ นอกจากจะใช้วิธีการนึ่งโดยรองก้นห่อหมกรับประทาน ส่วนใบอ่อนจะนำมาลวกให้สุกรับประทานเป็นผักจิ้มหรือหั่นฝอยๆ สำหรับใส่แกงเผ็ดนั่นเอง

สารอาหารในต้นยอ

ต้นยอส่วนที่เป็นใบหรือที่เราเรียกกันว่า “ใบยอ” อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารอย่างยิ่ง ใบยอปริมาณ 100 กรัม จะมีปริมาณวิตามินซี 76 มิลลิกรัม มากกว่ามะนาวสองเท่า มีแคลเซียม 350 มิลลิกรัม มากกว่านมถึงสามเท่า และยังมีวิตามินเอ ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัสในปริมาณที่สูงอีกด้วย เหมาะสำหรับสตรีวัยหมดประจำเดือนในการสะสมแคลเซียม เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน

ประโยชน์ในการต้านมะเร็ง

นอกจากนี้ยังเต็มเปี่ยมไปด้วย Antioxidant หรือสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมสร้างปฏิกิริยาชีวเคมีในเซลล์ให้ดีขึ้น ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลายและฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมโทรมให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทำให้เซลล์มีกำลังและขจัดสารพิษในเซลล์ออกไป จึงสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายและช่วยต้านโรคมะเร็ง โดยยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปกติไม่ให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง

ผลการวิจัยลูกยอที่มีต่อโรคมะเร็ง

มีผลการวิจัยในต่างประเทศพบว่า ลูกยอสามารถช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้ โดยจะเข้าไปควบคุมการทำงานของเซลล์ต่างๆ และเซลล์ที่งอกใหม่ถูกทำลาย โดยผู้ป่วยสามารถรับประทานลูกยอร่วมกับยาอื่นๆ ได้ แทบจะไม่มีปฏิกิริยาด้านลบหรือมีผลข้างเคียงที่น้อยมาก

ทั้งนี้ห้ามใช้ในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อระบบการหมุนเวียนของโลหิตในครรภ์ ซึ่งอาจจะทำให้แท้งได้ รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังไม่ควรรับประทานน้ำลูกยอ เพราะว่ามีธาตุโพแทสเซียมสูงนั่นเอง

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

ใบเตย สมุนไพรบำรุงสุขภาพ รักษาเบาหวาน บำรุงหัวใจ


ใบเตย สมุนไพรบำรุงสุขภาพ รักษาเบาหวาน บำรุงหัวใจ

เวลาแม่บ้านจะทำอาหารหรือขนมที่ต้องการสีเขียวธรรมชาติและกลิ่นหอมๆ มักจะใช้ใบเตยเป็นส่วนหนึ่งของอาหารหรือขนมอยู่เสมอ ทั้งที่จริงแล้วใบเตยยังมีสรรพคุณทางยาที่สามารถใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้หลากหลายประการเช่นกัน

1 บรรเทาโรคข้อและโรครูมาตอยด์ เนื่องจากใบเตยมีฤทธิ์เย็น จึงสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดข้อและกระดูกได้ โดยนำใบเตยสด 3 ใบ ล้างให้สะอาดแล้วสับให้ละเอียด พร้อมกับผสมน้ำมันมะพร้าวเล็กน้อย ใช้เป็นยาทาภายนอก

2 รักษาโรคเบาหวาน ใช้รากต้นเตยปริมาณ 1 กำมือ ต้มเป็นน้ำดื่มทุกเช้า – เย็น จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและขับปัสสาวะ

3 บำรุงประสาท เมื่อดื่มน้ำใบเตยจะช่วยบำรุงกำลังและระบบประสาท ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และแก้อาการอ่อนเพลียให้หายไป

4 บำรุงหัวใจ หากต้มน้ำใบเตยไว้ดื่มสำหรับเช้า – เย็น จะช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงช่วยปรับระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

5 รักษาโรคหัด นำใบเตยมาตำแค่พอพยาบๆ จากนั้นพอกลงบนผิวหนัง จะช่วยให้ขจัดเชื้อโรคหรือไวรัสที่อยู่บนผิวให้หาย

6 บำรุงผิวพรรณ เมื่อนำใบเตยมาล้างให้สะอาด สับแล้วปั่นให้ละเอียด จากนั้นนำมาพอกผิวหนัง จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผ่องใสและเนียนนุ่มชุ่มชื้น

7 รักษารังแค นำใบเตย 2 – 5 ใบ ตากแดดให้แห้งสนิทแล้วบดให้ละเอียดเป็นผงเหมือนแป้ง จากนั้นนำมานวดที่หนังศีรษะเป็นประจำ จะช่วยบรรเทาอาการรังแคให้ลดน้อยลง

8 ย้อมสีผม ถึงแม้ว่าใบเตยจะมีสีเขียวเข้มก็ตาม แต่เมื่อนำมาผสมกับน้ำลูกยอต้ม จะได้น้ำย้อมผมสีดำที่ช่วยให้เส้นผมดำสลวย โดยไม่ต้องเสี่ยงกับสารเคมีย้อมผม

เราจะเห็นได้ว่าใบเตยนั้นสามารถนำมาใช้ได้ทั้งอาหาร ขนม และน้ำสมุนไพรที่มีประโยชน์ในด้านสุขภาพ พร้อมกับบำรุงในด้านความงามค่ะ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

ตะไคร้ 6 สรรพคุณเพื่อสุขภาพ ล้างพิษ รักษาอาการอักเสบ


ตะไคร้ 6 สรรพคุณเพื่อสุขภาพ ล้างพิษ รักษาอาการอักเสบ

ตะไคร้เป็นหนึ่งในเครื่องต้มยำที่บรรดาคนชอบอาหารรสจัดย่อมรู้จักกันดี สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด และยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา ซึ่งช่วยบรรเทาอาการของโรคบางชนิดได้ รวมถึงกลิ่นหอมๆ ของตะไคร้ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน

1 รักษาอาการอักเสบ ตะไคร้สามารถช่วยลดอาการอักเสบที่เป็นสาเหตุของการปวดได้ เช่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และปวดฟัน เป็นต้น โดยใช้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้ผสมกับน้ำมันนวดแล้วทาบริเวณที่ปวดนั้น

2 ย่อยอาหารและขับลม มีการศึกษาเกี่ยวกับตะไคร้แล้วค้นพบว่า การดื่มชาตะไคร้หลังอาหารจะช่วยในการย่อย ทำให้ลดอาการตะคริวในลำไส้ ลดอาการปวดท้อง ช่วยป้องกันและการเกิดแก๊สในลำไส้ และแก้โรคหวัด

3 ล้างพิษ สารเคมีที่มีประโยชน์ในตะไคร้จะช่วยทำความสะอาดระบบการย่อยอาหาร ไม่ว่าจะเป็นไต ตับ ตับอ่อน และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งช่วยขับสารพิษและกรดยูริกออกจากร่างกาย ทำให้ระบบการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4 บำรุงและฟื้นฟูระบบประสาท มีการศึกษาเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยตะไคร้แล้วพบว่า สามารถช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเกี่ยวกับระบบประสาทได้ดี ด้วยนำมาหยดลงผิวจะรู้สึกถึงความอุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากกล้ามเนื้อผ่อนคลายลงนั่นเอง แต่ควรผสมกับน้ำมันนวดชนิดอื่น โดยไม่ใช้น้ำมันหอมระเหยโดยตรงกับผิว

5 บำรุงผิวพรรณ ในตะไคร้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างมากมาย จึงช่วยบำรุงและฟื้นฟูและผิวพรรณให้มีสุขภาพดี แลดูอ่อนเยาว์ และช่วยลดการเกิดสิวต่างๆ ได้อีกด้วย

6 ไล่แมลง น้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในลำต้นและใบตะไคร้ มีคุณสมบัติสามารถช่วยไล่แมลงได้เป็นอย่างดี โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงต่อเรา จึงมีผู้ผลิตมักจะนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ไล่แมลง

ตะไคร้จึงเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ดี หากเรานำมาใช้อย่างถูกวิธีนั่นเองค่ะ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

อายุเยอะแต่อยากหน้าเด็กต้องทำยังไง?..มีคำตอบ!


อายุเยอะแต่อยากหน้าเด็กต้องทำยังไง?..มีคำตอบ!

ทุกคนมีเคล็ดลับความหน้าเด็กเป็นของตัวเอง ไม่มีอะไรหยุดยั้งกาลเวลาที่ทำให้คุณแก่ลงเรื่อยๆได้ ฉะนั้นการจะทำให้ทั้งกายและใจสุขภาพดีไปพร้อมกันสามารถทำได้โดยวิธีเหล่านี้

1 บำรุงรักษาผิวพรรณทั้งใบหน้าและร่างกาย

2 พักผ่อนให้เพียงพอ

2 ปกป้องผิวจากแสงแดด

4 ไม่ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

5 ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

6 ออกกำลังกายโดยการเดินในตอนเช้า

7 ควบคุมความเครียดของตัวเอง

8 เข้าสังคมเป็นประจำ

9 มีงานอดิเรกทำให้เพลิดเพลินใจ

10 คิดบวก

รวมถึงการมีสุขภาพช่องปากและเหงือกที่ดี หลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดปัญหาทางช่องปากโดยไม่ทานอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีโซเดียมสูง ไขมัน และคอเลสเตอรอลส่งผลต่อผิวพรรณและสุขภาพของคุณ ให้ร่างกายมีน้ำหล่อเลี้ยงเสมอควรดื่มน้ำเป็นประจำเพื่อชำระล้างของเสียในร่างกายและจะทำให้ผิวเหมือนเด็กอีกครั้ง มีการตรวจร่างกายประจำปี อย่ายึดความโกรธเป็นที่ตั้ง และมีทัศนคติที่ดีรวมถึงการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็จะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้คุณมีความอ่อนเยาว์กว่าวัยได้

ที่มา Thaiza

นี่คือ 10 เหตุผลว่าทำไม..ที่คุณควรดื่มน้ำอุ่นทุกวัน


นี่คือ 10 เหตุผลว่าทำไม..ที่คุณควรดื่มน้ำอุ่นทุกวัน

น้ำเปล่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการดื่มน้ำเปล่าดีต่อสุขภาพและผิวหนังจะช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายให้ผิวเต่งตึงดังผิวเด็ก และการดื่มน้ำเปล่าในตอนเช้าหลังตื่นนอนเป็นกิจวัตรที่ดีที่สุด อาจจะผสมมะนาวเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสดชื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่นมีดังนี้

1 ช่วยปรับระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น

2 ขับสารพิษออกจากร่างกาย

3 ช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดดีขึ้น

4 บรรเทาอาการเจ็บคอ

5 ลดอาการปวดท้องประจำเดือน

6 แก่ช้าลง

7 บรรเทาอาการท้องผูก

8 บรรเทาอาการคัดจมูก

9 ลดส่วนเกินของร่างกาย

10 ช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น

การดื่มน้ำอุ่นไม่ควรดื่มในขณะที่ร้อนเกินไปเพราะเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อในปากและหลอดอาหาร และการดื่มน้ำอุ่นจะช่วยลดกระบวนการย่อยอาหารได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอุ่นหลังจากการออกกำลังกายเนื่องจากในขณะนั้นร่างกายมีอุณหภูมิสูงอยู่แล้ว

ที่มา Thaiza

นี่คือ 10 เรื่องผิดๆ ที่ควรหยุดทำในการดูแลสุขภาพ


นี่คือ 10 เรื่องผิดๆ ที่ควรหยุดทำในการดูแลสุขภาพ

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกสอนเสมอในเรื่องการดูแลสุขอนามัยของตนเอง เช่นการแปรงฟัน อาบน้ำ ซักเสื้อผ้า ล้างมือก่อนทานอาหาร เป็นต้นจนกลายเป็นการสร้างนิสัยซึ่งการใส่ใจความสะอาดจะทำให้ปราศจากโรคและมีสุขภาพที่ดี นี่เป็น 10 นิสัยผิดๆที่ควรหยุดทำ

1 ไม่ปิดปากขณะไอหรือจาม

2 ทิ้งผ้าอนามัยลงในชักโครก

3 ไม่ล้างมือหลังจากการใช้สิ่งของต่างๆในชีวิตประจำวัน

4 อาบน้ำหรือล้างมือมากเกินไป

5 ไม่อาบน้ำหลังออกกำลังกาย

6 ไม่สีหรือขัดฟันขณะทำความสะอาดฟัน

7 แปรงสีฟันควรเปลี่ยนเป็นประจำเนื่องจากเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรีย

8 ไม่ล้างมือหลังเข้าห้องน้ำ

9 มาร์กหน้าหรือขัดหน้ามากเกินไป

10 ใช้ไม้สำลีทำความสะอาดขี้หู

นอกเหนือจากนั้นขณะแปรงฟันควรทำความสะอาดลิ้นด้วย การใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่นเป็นอันตรายมาก ถุงใส่แปรงแต่งหน้าไม่ควรสกปรก การใช้กรรไกรตัดเล็บร่วมกับผู้อื่น การทำความสะอาดพรมไม่ควรแค่ดูดฝุ่นเท่านั้นควรซักให้เป็นกิจลักษณะ ซักผ้าอ้อมรวมกับเสื้อผ้าอื่นในเครื่องซักผ้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และไม่ควรใช้มือเช็ดเหงื่อเพราะเชื้อโรคจะกระจายไปที่มือของคุณแทน

ที่มา Thaiza

ยาฆ่าเชื้อธรรมชาติ สร้างภูมิคุ้มกัน นี่คือประโยชน์ของมะนาว และยังมีอีกเพียบ


ยาฆ่าเชื้อธรรมชาติ สร้างภูมิคุ้มกัน นี่คือประโยชน์ของมะนาว และยังมีอีกเพียบ

ประโยชน์ของผลไม้ตระกูลมะนาวนั้นมีคุณสมบัติที่นำมาใช้ทำความสะอาดบ้านได้ดี ลองนำมะนาวผ่าเป็นซีกๆวางไว้ข้างเตียงและทิ้งไว้ข้ามคืน ทำซ้ำเป็นประจำทุกวันจะมีประโยชน์อย่างไรบ้างมาดูกัน

1 มะนาวจะเป็นตัวปรับอากาศภายในห้องให้ห้องของคุณมีความสดชื่นอยู่ตลอดเวลา

2 กลิ่นจะช่วยในเรื่องการหายใจและบรรเทาอากาศหอบหืดและไข้หวัด ทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้รับอากาศบริสุทธิ์

3 หลังตื่นมาอาการเหน็ดเหนื่อยจะหมดไป

4 ปรับระดับพละกำลัง ให้คุณมีแรงอย่างเต็มเปี่ยม และจะดีมากหากคุณดื่มน้ำมะนาวอีกสักแก้ว

นอกเหนือจากเป็นตัวปรับอากาศได้ดีแล้วมะนาวสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง

ฟันขาว

นำน้ำมันหอมระเหยมะนาวผสมกับน้ำมันมะพร้าวและเบคกิ้งโซดา ถูฟันของคุณทิ้งไว้ 2 นาที

ไม่มีกลิ่นเหม็นติดเสื้อผ้า

หากคุณทิ้งเสื้อผ้าไว้ในเครื่องนานเกินไปจนเสื้อผ้าที่ซักแล้วเริ่มส่งกลิ่น ลองหยดน้ำมันหอมระเหยมะนาวลงไปปั่นใหม่ กลิ่นเสื้อผ้าอับชื้นก็จะหายไป

ล้างมือสะอาด

มือมันจนสบู่ก็ยังเอาไม่อยู่ลองใช้มะนาวถูมือของคุณความมันจะถูกล้างออกไป

ยาฆ่าเชื้อธรรมชาติ

ห้องน้ำของคุณขึ้นคราบราแล้วหรือยัง ลองใช้น้ำมันมะนาว 40 หยด ผสมกับน้ำมันชา 20 หยดและน้ำส้มสายชูเล็กน้อย ก็จะช่วยฆ่าเชื้อให้สะอาดได้

สร้างภูมิคุ้มกัน

น้ำมันมะนาวมีคุณสมบัติช่วยเรื่องน้ำเหลืองในร่างกายและไข้หวัด ลองผสมน้ำมันมะนาวและน้ำมันมะพร้าวทาลงบนคอ ไม้และเครื่องเงินเป็นเงา เพียงนำผ้าชุบกับน้ำมันมะนาวแล้วไปขัดไม้และเครื่องเงินก็จะทำให้มีความเงางาม

ไม้และเครื่องเงินเป็นเงา

เพียงนำผ้าชุบกับน้ำมันมะนาวแล้วไปขัดไม้และเครื่องเงินก็จะทำให้มีความเงางาม

ที่มา Thaiza

ใบบัวบก สมุนไพรพื้นบ้านต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่


ใบบัวบก สมุนไพรพื้นบ้านต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยสูงถึงเป็นอันดับสาม ซึ่งมักจะไม่มีอาการปรากฏให้เห็นในระยะแรกๆ จนกว่าเนื้องอกจะเริ่มมีขนาดใหญ่และมีอาการแทรกซ้อน ทำให้การรักษามีความซับซ้อนและยุ่งยากในที่สุด แต่เราสามารถบรรเทาอาการและป้องกันได้ด้วย “ใบบัวบก”

ใบบัวบก (Centella) เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านชนิดล้มลุกที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการรักษาแผลฟกช้ำและลดการอักเสบ โดยนิยมนำมาคั้นเป็นน้ำดื่มสมุนไพร เพื่อแก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ ดื่มเพื่อบำรุงหัวใจ ลดความดันโลหิตสูง แก้อาการฟกช้ำ และสามารถช่วยยับยั้งหรือต้านเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

รศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ ภาควิชาเคมี คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมกับเภสัชกรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการวิจัย “บัวบก” เพื่อหาสารสำคัญที่ช่วยต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยนำเอาใบบัวบกมาตำแล้วคั้นน้ำไปป้อนหนูที่ถูกกระตุ้นจนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ แล้วพบว่าเซลล์ที่มีความผิดปกตินั้นมีขนาดลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อนำสารสกัดจากใบบัวบกเข้าไปทำปฏิกิริยากับเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง พบว่าสามารถออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ให้ตายได้

นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดที่ทำให้บริสุทธิ์จากใบบัวบกสามารถยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งชนิด Ehrlich ascites และ Dalton’s lymphoma Ascites แต่กลับไม่มีผลต่อเซลล์ Lymphocyte ของมนุษย์ และยังสามารถช่วยยับยั้งมะเร็งปอดของหนู โดยยับยั้งการเติบโตของก้อนมะเร็งจากกระบวนการออกฤทธิ์ผ่าน DNA synthesis

บัวบกยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งใบสดและต้นสด ซึ่งมีวิตามินเอ วิตามินบี 1 และแคลเซียมสูงมาก เป็นพืชที่มีส่วนประกอบของไกลโคไซด์ที่ช่วยให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันของผิวหนังแข็งแรง บรรเทาอาการเส้นเลือดขอด ทำให้แผลเป็นจางหายเร็วขึ้น พร้อมกับเร่งสร้างเนื้อเยื่อและเยื่อบุเซลล์ใหม่ ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560

“มะเร็งลำไส้ใหญ่” ภัยร้ายใกล้ตัวที่ต้องเช็คตนเองเบื้องต้นโดยด่วน


“มะเร็งลำไส้ใหญ่” ภัยร้ายใกล้ตัวที่ต้องเช็คตนเองเบื้องต้นโดยด่วน

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้บ่อย ซึ่งพบมากเป็นอันดับ 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมด และยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ในประเทศไทย โดยจะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นบริเวณลำไส้ส่วนปลายของระบบทางเดินอาหาร

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้นั้น มีทั้งปัจจัยภายนอกและภายในดังต่อไปนี้

1 พันธุกรรม เกิดจากการถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมจากบิดาและมารดา

2 ประวัติการเจ็บป่วย ผู้ที่มีญาติพี่น้องหรือบุคคลในครอบครัวเคยมีประวัติพบว่าเป็นเนื้องอกในลำไส้

3 โรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ได้มากขึ้น

4 โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยเป็นโรคนี้ประจำ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงมาก

5 สุราและบุหรี่ การดื่มสุราหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ จะเป็นการเพิ่มโอกาสและความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น

อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

1 มีอาการท้องอืด ท้องผูก หรือท้องเสียสลับกับท้องผูกแบบเป็นๆ หายๆ

2 มีอาการปวดท้องบ่อยๆ รู้สึกจุกเสียดและแน่นท้อง

3 รู้สึกอ่อนเพลีย ซีด ไม่มีเรี่ยวแรง และน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

4 ถ่ายอุจจาระแล้วมีเลือดปนออกมา หรือมีเลือดออกทางทวารหนัก

5 อุจจาระมีขนาดเล็กลงหรือบางลง

6 รู้สึกปวดเบ่งที่บริเวณทวารหนักเหมือนปวดถ่ายอุจจาระตลอดเวลา

7 ในบางรายอาจจะคลำเจอก้อนในช่องท้อง

การตรวจคัดกรองและดูแลตนเองที่ดีจะช่วยป้องกันการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมีโอกาสตรวจพบรอยโรคได้ตั้งแต่ก่อนเป็นหรือว่าเป็นโรคมะเร็งระยะเริ่มแรก เพื่อจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยใช้วิธีการตรวจหาเลือดในอุจจาระ การเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่ด้วยวิธีใส่แป้งเข้าทางทวารหนัก การตรวจระดับโปรตีนในเลือดที่สร้างโดยเซลล์มะเร็ง ส่วนการรักษาจะใช้วิธีการผ่าตัด การฉายแสง และการทำเคมีบำบัด เป็นต้น

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

รู้จักกับ “ติดเชื้อในกระแสเลือด” และปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยง


รู้จักกับ “ติดเชื้อในกระแสเลือด” และปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยง

เราอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยที่ว่า “ติดเชื้อในกระแสเลือด” กันมาบ้าง เพราะทุกคนที่เจ็บป่วยนั้นมีโอกาสที่จะมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ทั้งสิ้น โดยเราจะมาทำความรู้จักกับอาการนี้ให้เข้าใจกันมากขึ้นดังต่อไปนี้

ติดเชื้อในกระแสเลือดคืออะไร

เกิดจากเชื้อโรคเข้าสู่ภายในร่างกายจากช่องทางใดช่องทางหนึ่ง จากนั้นก็เข้าไปอยู่ในกระแสเลือดจนทำให้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อที่บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในภาวะที่ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด

1 การเจ็บป่วย เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะที่อ่อนแอลง จนทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่ หรือป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย

2 ผู้ที่มีโรคประจำตัว เนื่องจากร่างกายอยู่ในช่วงที่ภูมิคุ้มกันไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เช่น โรคเอดส์ โรคตับแข็ง โรคเบาหวาน และโรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น

3 การสอดใส่อุปกรณ์เข้าไปในร่างกาย การสอดท่อเข้าไปในคอ การสวนทวารหรือปัสสาวะ รวมถึงส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ล้วนแต่ทำให้มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ เนื่องจากขณะที่เจ็บป่วยจะอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันโรคต่ำนั่นเอง

4 วัยเด็กและผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดสูงกว่าวัยอื่น เพราะมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำกว่า โดยเฉพาะผู้ที่ไม่แข็งแรงหรือมีการเจ็บป่วย จะมีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดมากขึ้น

5 การใช้เข็มฉีดยา เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาดหรือไม่ผ่านการฆ่าเชื้อโรค จะช่วยเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดได้เช่นกัน

6 เชื้อก่อโรคที่ดื้อยา ผู้ป่วยที่มีประวัติการเจ็บป่วยเป็นประจำ จนกระทั่งเชื้อโรคพัฒนาถึงขั้นดื้อยา อาจจะทำให้อยู่ในภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้

ดังนั้นเราควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ พักผ่อนอย่างเพียงพอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ค่ะ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

12 พฤติกรรมต้องเปลี่ยน ถ้าไม่อยากเป็นโรคมะเร็ง


12 พฤติกรรมต้องเปลี่ยน ถ้าไม่อยากเป็นโรคมะเร็ง

เชื่อว่าทุกคนล้วนแต่อยากจะมีสุขภาพที่แข็งแรงกันอย่างแน่นอน แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบันที่ทำให้การดำรงชีวิตและอาหารการกินเปลี่ยนไปจากอดีต ถึงแม้ว่าจะออกกำลังกายหรือรับประทานอาหารเสริมมากเพียงใด แต่ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ ก็จะเพิ่มโอกาสและความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้น

1 อาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ติดมัน หนังหมูหรือหนังไก่ กะทิ และอาหารทอดที่ใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร เป็นต้น

2 อาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารประเภทนี้เช่นลาบหรือก้อยที่ไม่ผ่านการปรุงให้สุก

3 อาหารที่ขึ้นราหรือเน่าเสีย อาหารเหล่านี้จะมีสารที่ก่อให้เกิดพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็งได้

4 อาหารแปรรูปและอาหารดอง เนื่องจากใช้สารเคมีในปริมาณที่สูงมากสำหรับการแปรรูป ถนอมอาหาร หรือกรรมวิธีการดอง

5 อาหารไหม้เกรียม โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านกรรมวิธีปรุงสุกด้วยวิธีปิ้งหรือย่าง ซึ่งทำให้เกิดตัวอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งภายในร่างกาย

6 อาหารปนเปื้อนสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นสารฮอร์โมนเร่งโตที่ใช้กับเนื้อสัตว์ หรือสารปรุงแต่งอาหารต่างๆ ล้วนแต่เพิ่มโอกาสทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ทั้งสิ้น

7 มลพิษทางอากาศ การเผชิญกับอากาศที่เป็นพิษอย่างเช่นควันรถเป็นประจำ จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้

8 บุหรี่ ในบุหรี่ล้วนแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยสารก่อมะเร็งจำนวนมากนับร้อยชนิด

9 แสงแดด รังสีอัลตร้าไวโอเลตในแสงแดดสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้

10 ประวัติการเจ็บป่วย ผู้ที่มีประวัติการเจ็บป่วยติดเชื้อเรื้อรัง จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งได้มากกว่าปกติ

11 การคุมกำเนิด ทั้งชนิดรับประทานหรือยาฉีดเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 5 ปี

12 น้ำหนักเกินมาตรฐาน เป็นบ่อเกิดของสารพัดโรคและเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

เพราะฉะนั้นเราจึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเสียใหม่ และเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก 6 เดือน – 1 ปี ก็จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

แจกสูตร ต้มยำไข่ปลา รับรองอร่อยไม่แพ้ร้านดัง


แจกสูตร ต้มยำไข่ปลา รับรองอร่อยไม่แพ้ร้านดัง

เมื่อนึกถึงอาหารไทยรสเด็ดส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงต้มยำกุ้งเป็นอันดับแรกๆ แต่ยังมีอีกเมนูต้มยำหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือ “ต้มยำไข่ปลา” นั่นเอง ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับเครื่องต้มยำอันเผ็ดร้อน ทำให้เจริญอาหาร

โดยในวันนี้เราจะเลือกใช้ไข่ปลาดุก ซึ่งมีรสชาติดี อุดมไปด้วยโปรตีนและโอเมกา 3 เป็นไขมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ให้พลังงานต่ำ เหมาะกับสาวๆ ที่ชอบอาหารรสจัดจ้านและไม่ต้องการน้ำหนักส่วนเกินอีกด้วยค่ะ

ส่วนผสม

ไข่ปลาดุก 3 ฝักใหญ่

มะเขือเทศท้อ 1 ลูก

ตะไคร้ 2 ต้น

ข่า 1 แง่ง

ผักชีฝรั่ง 1 ต้น

หอมแดงไทย 2 หัว

ใบมะกรูดแก่ๆ 6 ใบ

พริกขี้หนูสวนสีแดงและสีเขียว 10 เม็ด

น้ำซุป 3 ถ้วยตวง

น้ำมะนาวคั้นสด

น้ำปลาอย่างดี

น้ำพริกเผา

วิธีทำ

นำไข่ปลาดุกมาล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำพักทิ้งไว้ จากนั้นล้างเครื่องต้มยำแล้วหั่นตะไคร้เป็นท่อนสั้นๆ โดยเอาโคนแข็งๆ ทิ้งไป สำหรับข่าให้ทุบพอแตกแล้วหั่นเป็นแว่น มะเขือเทศท้อให้ตัดจุกดำๆ ออก แล้วหั่นเป็นชิ้นพอประมาณ หอมแดงให้ปอกเปลือกแล้วทุบแค่พอแตก ใบมะกรูดฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่เอาแกนใบ ส่วนผักชีฝรั่งให้หั่นเป็นท่อนสั้น

ต้มน้ำซุปให้เดือดแล้วใส่เครื่องต้มยำที่เตรียมไว้ลงไปจนส่งกลิ่นหอม จึงค่อยใส่ไข่ปลาตามลงไปต้มจนสุกดี หากมีฟองให้ช้อนฟองทิ้ง จากนั้นใส่มะเขือเทศกับผักชีฝรั่งลงไป ต้มต่อจนสุกทั่วกันแล้วปิดไฟ พักทิ้งไว้

เตรียมปรุงรสต้มยำโดยทุบพริกขี้หนูสวนใส่ลงในชาม ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำพริกเผา คนให้เข้ากันแล้วตักต้มยำใส่ชาม ชิมรสชาติแล้วอาจจะปรุงเพิ่มตามชอบ โดยให้มีรสจัดทั้งเผ็ด เปรี้ยว เค็ม จึงพร้อมเสิร์ฟ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

เครดิตภาพ: ครัวคุณแมว

ล้างพิษได้ ว่านหางจระเข้ สมุนไพรรสเย็นเพื่อสุขภาพ


ล้างพิษได้ ว่านหางจระเข้ สมุนไพรรสเย็นเพื่อสุขภาพ

ผู้คนส่วนใหญ่มักจะปลูกว่านหางจระเข้เพื่อเป็นไม้ประดับในบ้าน แต่ถ้าหากกล่าวถึงด้านความงามแล้ว เชื่อว่าสาวๆ ย่อมจะคุ้นเคยกันดีอย่างแน่นอน ทั้งที่ว่านหางจระเข้ยังมีสรรพคุณที่สามารถใช้เป็นยารักษาบรรเทาอาการให้หายเร็วขึ้นดังนี้

1 เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ในน้ำว่านหางจระเข้มีสารสำคัญที่ชื่อว่า “โพลีแซคคาไรด์” หรือ Polysaccharide ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และชะลอการอักเสบ จึงส่งผลให้การอักเสบของส่วนต่างๆ นั้นลดลง

2 ล้างพิษ น้ำว่านหางจระเข้จะช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้น และเนื่องจากอุดมไปด้วยกรดอะมิโน วิตามิน และเกลือแร่หลากหลายชนิด จึงมีคุณสมบัติช่วยในการล้างพิษร่างกายได้อีกด้วย

3 ลดคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด น้ำว่านหางจระเข้เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคอ้วนและโรคเบาหวานอย่างยิ่ง เนื่องจากมีผลการวิจัยบางฉบับระบุว่า สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ และยังเป็นผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดที่พลอยลดลงตามไปด้วย

4 คุณค่าทางอาหารสูง น้ำว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบีต่างๆ วิตามินซี วิตามินอี กรดโฟลิก แคลเซียม สังกะสี แมกนีเซียม และโพแทสเซียม เป็นต้น

5 ช่วยในระบบขับถ่าย น้ำว่านหางจระเข้สามารถช่วยบรรเทาอาการท้องผูกและรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบขับถ่าย หรือแม้แต่โรคลำไส้ปั่นป่วน ทำให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติดีมากขึ้น

6 ดูแลหัวใจและหลอดเลือด การรับประทานน้ำว่านหางจระเข้เป็นประจำ จะช่วยให้การกระจายออกซิเจนของเม็ดเลือดแดงทำงานดีขึ้น ควบคุมความดันและลดระดับคอเลสเตอรอล พร้อมกับลดการออกซิเดชั่นในเลือด จึงมีผลทำให้ความหนืดของเลือดลดลง ทำให้ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ทั้งนี้ยังมีข้อห้ามในการดื่มน้ำว่านหางจระเข้ กล่าวคือ สตรีที่กำลังตั้งครรภ์หรือมีประจำเดือน รวมทั้งผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงและมีการเสื่อมของตับและน้ำดีควรงดเว้น

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560

ปลูกไว้บ้างก็ดี มะรุม สมุนไพรมหัศจรรย์บรรเทาโรคมะเร็ง


ปลูกไว้บ้างก็ดี มะรุม สมุนไพรมหัศจรรย์บรรเทาโรคมะเร็ง

ถ้าหากเอ่ยถึงพืชสมุนไพรที่นิยมนำมาสกัดใช้ในด้านความงาม โดยเฉพาะการรักษาสิว ฝ้า และควบคุมความมันส่วนเกินบนใบหน้า เชื่อว่าหลายๆ คนจะต้องนึกถึง “มะรุม” แต่ถ้าพูดถึงในแง่ของสุขภาพด้วยแล้ว นับว่าเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์ที่ไม่ได้มีดีแค่ในด้านความงามอย่างแน่นอน

มะรุมเป็นต้นไม้ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ทั้งในด้านอาหารและยารักษาโรค ซึ่งคนไทยมักจะนิยมรับประทานยอดอ่อน ฝักอ่อน และช่อดอกนำมาปรุงเป็นอาหาร แล้วนำเมล็ด เปลือก และรากมาปรุงเป็นยาสมุนไพร โดยในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา หรือเยอรมันก็ตาม มีการศึกษาวิจัยถึงคุณประโยชน์ของมะรุมแล้วพบว่า สารสกัดในมะรุมสามารถรักษาโรคขาดสารอาหารในเด็ก โรคเกี่ยวกับตา และยังมีแนวโน้มที่จะช่วยรักษาและบรรเทาอาการโรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคเอดส์ และโรคมะเร็งอย่างได้ผล

โรคมะเร็งเป็นโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด จึงได้มีการสกัดเอาสารสำคัญในมะรุมคือ สารในกลุ่ม thiocarbamate ที่ได้จากใบมะรุมและสารสกัดเอทานอลของเมล็ดมาผลิตเป็นยาที่ช่วยยับยั้งสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง พร้อมกับทำลายเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย และมีการค้นพบว่าในมะรุมมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก สามารถช่วยต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสาร “ฟอบอลเอสเทอร์” ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ และยังมีสาร “เบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซค์” และ “ไนอาซิไมซิน” ซึ่งเป็นสารต้านการเกิดมะเร็ง

ทั้งนี้การรับประทานมะรุมในปริมาณที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ ไม่มากหรือน้อยเกินไป จะช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งอยู่แล้วจะช่วยให้การรักษาพยาบาลนั้นง่ายขึ้น โดยสามารถใช้ควบคู่กับการรักษาด้วยยาแพทย์แผนปัจจุบันได้ รวมถึงผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีการฉายรังสี จะช่วยลดอาการแพ้รังสี ทำให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วและมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้นค่ะ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

“ติ่งเนื้อ” โรคผิวหนังหรือเป็นเนื้อร้าย ?


“ติ่งเนื้อ” โรคผิวหนังหรือเป็นเนื้อร้าย ?

“ติ่งเนื้อ” ไม่ใช่ทั้งไฝหรือขี้แมลงวัน แต่ประกอบไปด้วยส่วนของหนังกำพร้าด้านนอกสุด หนังแท้ และเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งยังไม่ทราบได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยเราสามารถพบติ่งเนื้อได้ทุกเพศ โดยพบมากในผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มีลักษณะเป็นติ่งๆ สีดำ สีน้ำตาล และสีเนื้อที่ติดอยู่บนผิวหนัง

ติ่งเนื้อคือเนื้องอกที่อันตรายอย่างโรคมะเร็งหรือไม่

ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจว่า ติ่งเนื้อไม่ใช่เนื้องอกหรือเนื้อร้ายอย่างโรคมะเร็ง และยังไม่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดใดๆ อีกด้วย แต่อาจจะสร้างความรำคาญใจหรือทำให้ผิวหนังแลดูไม่สวยงามยามพบเห็นเท่านั้นเอง ทั้งนี้ยังมีการศึกษาทางสถิติพบว่า ติ่งเนื้อที่อยู่บนผิวหนังมีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคไขมันในเลือดสูง

วิธีกำจัดติ่งเนื้ออย่างปลอดภัย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะใช้วิธีการจี้ด้วยไฟฟ้าหรือเลเซอร์ รวมถึงการผ่าตัดเล็กโดยตัดเอาติ่งเนื้อออกไป จากนั้นดูแลรักษาแผลตามปกติเหมือนแผลทั่วไป สำหรับในบางกรณีที่น่าสงสัย แพทย์อาจจะนำเอาติ่งเนื้อไปตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

การดูแลผิวหนังของตนเองเมื่อมีติ่งเนื้อ

1 หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับที่ก่อให้เกิดการเสียดสีกับติ่งเนื้อ เพื่อลดอาการบาดเจ็บหรือทำให้รู้สึกรำคาญใจ

2 พยายามควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนมากเกินไป จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดติ่งเนื้อได้

3 ติ่งเนื้อสามารถหลุดออกเองได้ ด้วยการบิดหรือเด็ดออกมา แต่สำหรับติ่งเนื้อที่มีขนาดใหญ่มาก ไม่ควรตัดออกด้วยตนเองที่บ้าน เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้อาจจะไม่สะอาดเพียงพอ และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

4 หากพบว่าติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ผิดปกติ และมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยอย่างเช่นมีหนอง น้ำเหลือง หรือบาดเจ็บจนเป็นแผล ควรรีบไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธี และอาจจะมีการตัดติ่งเนื้อเพื่อนำไปตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดอีกครั้ง

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

ขี้ไคลทอนซิล ตัวการสำคัญที่ทำให้คุณปากเหม็น


ขี้ไคลทอนซิล ตัวการสำคัญที่ทำให้คุณปากเหม็น

กลิ่นปากเป็นปัญหาสุขอนามัยที่ส่งผลให้มีบุคลิกภาพไม่ดี ทั้งที่เราแปรงฟันและบ้วนปากเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม แต่จริงๆ แล้วอาจจะเกิดจากการแก้ปัญหาอย่างไม่ตรงจุดก็ได้ ซึ่งรวมถึง “ขี้ไคลทอนซิล” ที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน

ขี้ไคลทอนซิลคืออะไร

ขี้ไคลทอนซิลเป็นก้อนเล็กๆ ที่มีสีขาวขุ่นหรือสีเหลืองอ่อนๆ มีกลิ่นเหม็นรุนแรง เกิดจากการสะสมของเศษอาหาร แบคทีเรีย และสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก โดยพบมากใกล้ๆ กับต่อมทอนซิล ภายในคอหอย หรือโพรงหลังจมูก ซึ่งอาจจะพบเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อน ขึ้นอยู่กับช่องว่างระหว่างต่อมทอนซิลกับอวัยวะบริเวณใกล้เคียง

ขี้ไคลทอนซิลมีอันตรายหรือไม่

อันที่จริงมันไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกายของเรามากมาย แต่อาจจะก่อให้เกิดความรำคาญหรือทำให้เสียบุคลิกภาพ อันเนื่องมาจากกลิ่นปากและทำให้รู้สึกเจ็บคอ เหมือนกับมีก้อนติดอยู่ในลำคอนั่นเอง และถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ จนกระทั่งมีสารแคลเซียมไปเคลือบกลายเป็นก้อนนิ่วแข็งๆ จะทำให้มีอาการไอเรื้อรังจนเจ็บคอ และอาจจะทำให้ปวดร้าวไปถึงบริเวณหู

วิธีนำเอาขี้ไคลทอนซิลออกมา

ให้กลั้วคอด้วยน้ำเปล่า น้ำเกลือ หรือน้ำยาบ้วนปากแรงๆ หรือจามแรงๆ ขากเสมหะแรงๆ ก็อาจจะช่วยให้ก้อนขี้ไคลทอนซิลหลุดออกมาได้บ้าง แต่เราไม่ควรใช้ก้านหรือไม้เขี่ยด้วยตนเอง เพราะอาจจะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงเป็นแผลและเกิดการอักเสบติดเชื้อได้ หรือไปพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยมากขึ้น

วิธีป้องกันไม่ให้มีขี้ไคลทอนซิล

ยังไม่มีวิธีใดที่สามารถป้องกันการเกิดขี้ไคลทอนซิลได้ 100% เนื่องจากเราไม่สามารถแก้ไขซอกหลืบเล็กๆ หรือช่องว่างบริเวณใกล้เคียงต่อมทอนซิลนั้นได้ แต่อาจจะให้แพทย์ทำการผ่าตัดเพื่อจี้บริเวณนั้นกว้างขึ้น จนไม่มีอะไรสามารถไปตกค้างหรือสะสม หรืออาจจะใช้วิธีผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกก็ได้เช่นกัน

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

8 เคล็ดลับป้องกัน “โรคไต” ได้สุขภาพที่ดี


8 เคล็ดลับป้องกัน “โรคไต” ได้สุขภาพที่ดี

ไตเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีความสำคัญต่อการขับปัสสาวะ ซึ่งมีขนาดเท่ากำปั้นและมีลักษณะคล้ายกับเมล็ดถั่วแดง โดยทั้งสองข้างจะอยู่บริเวณด้านหลังเอว โดยทำหน้าที่สร้างสารที่มีประโยชน์และขับของเสียหรือสารแปลกปลอมออกจากร่างกาย รวมถึงช่วยรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ภายในร่างกายอีกด้วย

ผู้ที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองเกี่ยวกับโรคไตเบื้องต้น

1 ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

2 ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดอื่นๆ

3 ผู้ป่วยโรคเกาต์หรือโรคเบาหวาน

4 ผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเป็นประจำ

5 ผู้ที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคไต

สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคไตจนกระทั่งการทำงานของไตคงเหลือเพียง 25% มักจะแสดงอาการต่างๆ ที่เห็นได้ชัดคือ รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อยู่ในภาวะซีด มีอาการบวมตามแขน ขา และเท้า ปัสสาวะบ่อยและมากในตอนกลางคืน ดังนั้นเราจึงควรดูแลตนเองด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังต่อไปนี้

1 ควบคุมปริมาณในการรับประทานอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์หรือเครื่องในให้น้อยลง เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับของเสียในร่างกายเพิ่มขึ้น

2 เลือกรับประทานอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อปลาและไข่ขาว เนื่องจากเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและมีคุณค่าทางอาหารสูง

3 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด ของหมักของดอง และอาหารสำเร็จรูปที่มีปริมาณโซเดียมสูง

4 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงอย่างเช่นเนื้อสัตว์ติดมัน กะทิ ไข่แดง อาหารทะเล และของทอดๆ มันๆ เป็นต้น

5 ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอหรืออย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว

6 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงให้ออกกำลังกายที่ไม่รุนแรงหรือเหนื่อยมากเกินไป เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น

7 ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับคงที่ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรรับประทานน้ำตาลให้น้อยลง

8 ไม่ซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากอาจจะมีความเสี่ยงต่อยาที่มีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ได้

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

เท้าบวม สัญญานของโรคร้ายที่ร่างกายกำลังฟ้อง


เท้าบวม สัญญานของโรคร้ายที่ร่างกายกำลังฟ้อง

“เท้าบวม” ไม่ใช่อาการแค่เพียงใส่รองเท้าลำบากหรือรู้สึกว่ามันรัดตึงเท่านั้น แต่มันเป็นสัญญาณจากร่างกายที่กำลังฟ้องว่า สุขภาพของเราอาจจะมีโรคบางอย่างก็ได้

อาการเท้าบวม สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

1 กดแล้วไม่บุ๋มค้าง เมื่อใช้นิ้วกดลงบริเวณที่บวมประมาณ 5 – 10 วินาที แล้วยกนิ้วออก พบว่าไม่มีรอยบุ๋มค้าง โดยบางรายมีลักษณะผิวขรุขระเหมือนเปลือกส้ม ซึ่งอาการเหล่านี้อาจจะเกิดจากการอุดตันของทางเดินน้ำเหลือง

2 กดแล้วบุ๋มค้าง อาการนี้มีสาเหตุหลักๆ อยู่ 5 สาเหตุ ดังนี้

2.1 อาการบวมน้ำจากการมีน้ำหนักตัวมากเกินไป

2.2 หลอดเลือดดำที่ขาเกิดการอุดตัน

2.3 อุบัติเหตุหรือการติดเชื้อ

2.4 แพ้ยาหรือสารเคมี

2.5 ผลข้างเคียงจากยารักษาโรค

นอกจากนี้อาการเท้าบวมยังเป็นอาการเริ่มต้นของโรคร้ายต่างๆ ได้แก่ โรคหัวใจ โรคไต โรคเท้าช้าง โรคมะเร็งตับ โรคตับแข็ง โรคดีซ่าน โรคเบาหวาน หรือแม้แต่การขาดอาหารประเภทโปรตีน เป็นต้น

วิธีดูแลตนเองเมื่อมีอาการเท้าบวม

1 ควรควบคุมน้ำหนักตนเองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและควบคุมปริมาณการรับประทานอาหาร

2 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด ไม่ว่าจะเป็นรสหวานจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด หรือเผ็ดจัด ล้วนแต่สามารถทำให้เกิดอาการเท้าบวมได้ทั้งสิ้น

3 ก่อนนอนควรหาหมอนข้างมาวางที่ปลายเท้า เพื่อให้อยู่ในท่านอนที่ยกเท้าสูงขึ้น จะช่วยลดอาการเท้าบวมลงได้

4 ควรเปลี่ยนอิริยาบถหรือขยับแข้งขยับขาเปลี่ยนท่ายืนบ้าง โดยไม่ควรยืนในท่าเดิมนิ่งๆ เป็นระยะเวลานาน เพราะจะทำให้เลือดลงปลายเท้าแล้วมีอาการบวม เนื่องจากเลือดไหลเวียนไม่สะดวก

5 หากมีอาการบวมมากผิดปกติหรือมีอาการผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

อาการเท้าบวมจึงไม่ใช่แค่เพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เราควรหมั่นสังเกตตนเองอยู่เสมอ ก่อนที่โรคร้ายจะมาเยือนโดยไม่รู้ตัว

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

10 อาการต้องระวัง ก่อนที่น้องชายจะไม่ได้ใช้งานถาวร


10 อาการต้องระวัง ก่อนที่น้องชายจะไม่ได้ใช้งานถาวร

เมื่อพูดถึงโรคภัยหรืออาการที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะเพศชาย หรือที่คุณผู้ชายมักจะเรียกอย่างน่ารักน่าเอ็นดูว่า “น้องชาย” อาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้หนุ่มๆ รู้สึกอายเกินกว่าที่จะถามใครๆ โดยเฉพาะเพื่อนฝูงหรือคนรู้จัก แต่ถ้าเราหมั่นสังเกตด้วยตนเองจากอาการต่างๆ ต่อไปนี้ ก็จะช่วยให้เราได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีด้วยค่ะ

1 มีตุ่มขึ้นและกลายเป็นแผลวงกว้าง สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรคซิฟิลิส

2 เป็นแผลตุ่มน้ำใสๆ มีอาการเจ็บหรือปวดแสบปวดร้อน สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรคเริม

3 เป็นตุ่มแดงมีน้ำใสๆ มีกลิ่น และคันบริเวณปลายหรือริมหนังหุ้ม สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรคเชื้อรา

4 ลักษณะตุ่มเหมือนสิว เป็นเม็ดสีขาวขุ่นเล็กๆ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรคหูดข้าวสุกหรือตุ่มไขมันอักเสบ

5 ลักษณะตุ่มคล้ายสิว แต่แข็งเป็นไตที่โคนอวัยวะ บีบแล้วมีหนองหรือไขขาวๆ ออกมา สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นฝีหรือหนอง ซึ่งไม่ควรบีบหรือกดออกด้วยตนเอง

6 เป็นตุ่มแดงคล้ายผื่นที่บริเวณส่วนหัว สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรคเชื้อราหรือติดเชื้อไวรัส หรืออาจจะมีอาการแพ้ระคายเคืองจากสารหล่อลื่นที่มากับถุงยางอนามัย

7 ปวดหน่วงๆ บริเวณอัณฑะ กดคลำเจอก้อนเนื้อแต่ไม่เจ็บ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรคมะเร็งอัณฑะ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

8 ถุงอัณฑะบวมและปัสสาวะแสบขัด สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรคหนองในหรือหนองในเทียม

9 อัณฑะบวม ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต และรูทวารอักเสบ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรคฝีมะม่วง

10 มีเลือดออกจากส่วนปลายองคชาต สันนิษฐานว่าอวัยวะเพศอาจจะเกิดการอักเสบหรือมีเนื้องอกอยู่ภายใน

ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้เป็นแค่เพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อซักประวัติและตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องนั่นเองค่ะ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

วันเสาร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2560

ดีมากๆ..ประโยชน์จากน้ำข้าวนำมาเสริมความงามแก่ผิวและเส้นผมได้


ดีมากๆ..ประโยชน์จากน้ำข้าวนำมาเสริมความงามแก่ผิวและเส้นผมได้

ข้าว เป็นอาหารหลักของชาวเอเชียโดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น เนื่องจากหาง่ายในแถบเอเชียจีงไม่ยากที่จะนำมาใช้เสริมความงาม

น้ำข้าว ประกอบไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อผิวและเส้นผมด้วยวิตามิน บี ซี และอี รวมถึงแร่ธาตุอีกแปดชนิด น้ำนมข้าวสีขาวได้จากการแช่ข้าวหรือซาวข้าวแบะการต้มข้าว สามารถเจือจางและเข้มข้นจากการหมักก็มีประโยชน์ทั้งสองแบบ

วิธีการที่จะได้น้ำข้าวมานั้นไม่ยากเลย เพียงต้มข้าวจนข้าวนิ่มเป็นข้าวต้มและนำตะแกรงมากรองส่วนที่เป็นเนื้อข้าวและน้ำออก หลังจากน้ำข้าวเย็นแล้วให้เก็บไว้ในขวดใส่ตู้เย็นซึ่งสามารถอยู่ได้ 1 สัปดาห์ หากน้ำข้าวเข้มไปให้ใส่น้ำเปล่า 1-2 ช้อนโต๊ะเพื่อเจือจางก็ได้เช่นเดียวกัน

อีกวิธีคือการแช่ข้าวเท่านั้น เก็บได้ 3-4 วันในตู้เย็น เขย่าก่อนใช้งานหรืออาจจะเก็บไว้อุณหภูมิห้องอยู่ได้ 2 วัน เมื่อมีน้ำข้าวพร้อมก็มาลองดูวิธีใช้กันดีกว่า

ผมเงางามสวยได้โดยหลังจากสระผมเรียบร้อยให้นำน้ำข้าวมานวดผมและหนังศีรษะเป็นเวลา 10 นาทีจากนั้นค่อยล้างออก ทำ 2 -3 ครั้งต่อสัปดาห์ แก้ไขเรื่องเส้นผมชี้ฟูได้เช่นเดียวกัน

ผิวแห้ง หยาบ ติดเชื้อ สามารถนำน้ำข้าวผสมอาบน้ำกับน้ำอุ่น แช่ตัว 15-20 นาที หากมีบริเวณที่ติดเชื้อเป็นผื่นแดง ลองนำน้ำข้าวเย็นๆชุบสำลีเช็ดทำต่อเนื่อง 2- 3 ครั้งต่อวัน

ช่วยกระชับรูขุมขน และทำให้ค่า pH สมดุล โดย้สำลีชุบน้ำข้าวค่อยๆทาบนหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาทีและล้างออก จะดีมากหากใช้วิธีนี้หลังคลินซิ่งหน้าเรียบร้อยแล้ว

ผิวนุ่มได้และกระจ่างใส เนื่องจากเสริมสร้างความชุ่มชื้น ให้ผิวหนังที่โดนแดดทำร้าย ทั้งนี้สามารถใช้ข้าวได้ทุกประเภทว่าจะเป็นข้าวขาว สีน้ำตาล ข้าวหอมมะลิ หากใช้น้ำข้าวในการล้างผมต้องเจือจางเสียก่อนไม่เช่นนั้นเส้นผมจะจับกันเป็นก้อนแทน

ที่มา : Thaiza.com

หวัดหายได้ภายใน 3 วันด้วยสูตรไซรัปอัลเดอร์เบอร์รี่


หวัดหายได้ภายใน 3 วันด้วยสูตรไซรัปอัลเดอร์เบอร์รี่

อัลเดอร์เบอร์รี่ เป็นวิธีการรักษาที่ดีมากโดยเฉพาะช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เบอร์รี่อบแห้งที่มาจากพืชตระกูล Sambucus Nigra ประกอบไปด้วยสารสร้างภูมิคุ้มกันสูงช่วยเรื่องการรักษาไข้หวัดได้ดี

อัลเดอร์เบอร์รี่ มีวิตามิน เอ บีและซี และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน นักวิจัยชาวอิสราเอลพบว่ามันสามารถต่อสู้กับโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้ จากการทดสอบพบว่า 90 เปอร์เซ็นของผู้ทดสอบหายภายใน 3 วัน โดยผู้ที่ได้รับยาหลอกต้องใช้ 6 วันในการรักษา

ไซรัปอัลเดอร์เบอร์รี่สามารถทำเองง่ายๆอาจจะดื่มพร้อมสมุนไพรอย่างซินนาม่อนและขิง พร้อมน้ำผึ้งเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันที่ดียิ่งขึ้น และส่วนผสมที่ต้องเตรียมเพื่อทำไซรัปมีดังนี้

อัลเดอร์เบอร์รี่แห้ง 2/3 ถ้วย

น้ำเปล่า 3 ½ ถ้วย

รากขิงแห้งหรือสด 2 ช้อนโต๊ะ

ผงซินนาม่อน 1 ช้อนชา

ผงกานพลู ½ ช้อนชา

น้ำผึ้งดิบ 1 ถ้วย

วิธีทำ

ตั้งน้ำในกระทะด้วยไฟปานกลาง จากนั้นใส่อัลเดอร์เบอร์รี่ ขิง ซินนาม่อน และผงกานพลู จากนั้นต้มจนเดือดปิดฝาทิ้งไว้ 45 นาที – 1 ชั่วโมง จนกลายเป็นน้ำซึ่งจะเหลือเพียงครึ่งเดียว จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็น บดเบอร์รี่โดยใช้ช้อน จากนั้นกรองใส่ขวดโหลหรือภาชนะ เมื่อเย็นแล้วค่อยใส่น้ำผึ้งลงไปผสมเป็นสิ่งสุดท้ายคนให้เข้ากันเป็นอันเสร็จสิ้น การเก็บรักษานั้นหากแช่ตู้เย็นจะอยู่ได้นาน 2 สัปดาห์ หรือจะแช่แข็งโดยแบ่งใส่พิมพ์ก้อนน้ำแข็งเพื่อนำมาละลายก่อนทานได้เช่นกัน แนะนำการทาน คือ เด็ก ½ - 1 ช้อนชา ผู้ใหญ่ให้ทาน ½ - 1 ช้อนโต๊ะ หากเป็นไข้หวัดให้ทานทุกๆ 2 – 3 ชั่วโมงภายใน 1 วันจนกว่าอาการหวัดจะดีขึ้น

ที่มา - Thaiza.com

10 สัญญาณ..บ่งบอกว่าลำไส้คุณกำลังเป็นปัญหา


10 สัญญาณ..บ่งบอกว่าลำไส้คุณกำลังเป็นปัญหา

ระบบย่อยอาหาร ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคุณ ทางเดินอาหารที่มีแบคทีเรียจะช่วยในการทำหน้าที่สำคัญหลายาอย่าง แบคทีเรียดีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มภุมิคุ้มกันโดยสร้างสารเคมี เซโรโทนิน ที่ทำให้สมองรู้สึกดีเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานและขับสารพิษในร่างกายออกไปให้ได้มากที่สุด

หากแบคทีเรียไม่ดีมีมากกว่าจะส่งผลต่ออวัยวะภายในร่างกาย ความไม่สมดุลจะส่งผลต่อฮอร์โมน โรคแพ้ภูมิตัวเอง เบาหวาน ร่างกายอ่อนล้า วิตกกังวล ซึมเศร้า แผลเปื่อย หน้าแดงและอีกหลากหลายปัญหา คนส่วนใหญ่ไม่นึกว่าการผิดปกติของลำไส้จะส่งผลในหลายเรื่อง และสัญญาณใดบ้างที่กำลังเตือนให้คุณทราบว่าลำไส้กำลังมีปัญหาควรรักษาด่วน

1 ระบบขับถ่ายเริ่มมีปัญหา ไม่สามารถถ่ายท้องได้

2 อารมณ์เริ่มแปรปรวน

3 ขาดวิตามินและแร่ญาติที่เพียงพอต่อร่างกาย

4 ไม่มีพละกำลัง

5 มีการแพ้ภูมิตนเอง

6 ปัญหาผิวหนัง

7 มีอาการของโรคเบาหวาน

8 น้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว

9 ลมหายใจมีกลิ่นแย่

10 นอนไม่หลับ

ลองสำรวจตัวเองว่ามีอาการตาม 10 ข้อข้างต้นหรือไม่ หากมีอาการวิธีอื่นที่สามารถช่วยได้คือ การทานอาหารให้เป็นประโยชน์หรือออแกนนิคจะช่วยบำรุงลำไส้ให้ดีขึ้น ทานน้ำตาลให้น้อยลง เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ดื่มน้ำเยอะๆ งดแอลกอฮอล์และเลิกสูบบุหรี่

เครดิต : Thaiza.com

5 สัญญาณบนใบหน้าบ่งบอกว่าคุณกำลังขาดสารอาหาร


5 สัญญาณบนใบหน้าบ่งบอกว่าคุณกำลังขาดสารอาหาร

การขาดวิตามินและสารอาหาร ถือเป็นปัญหาสุขภายอันร้ายแรงที่นำไปสู่ความตายได้ เมื่อร่างกายเริ่มขาดสารอาหารโครงสร้างภายในจะเสียหายและไร้ความสมดุล การขาดวิตามินเอ คร่าชีวิตเด็ก 8 ล้านคนใน 12 ปีที่ผ่านมา และกว่าพันล้านคนที่ขาดวิตามินดี ซึ่งเหมือนกลายเป็นโรคระบาด

ความไม่สมดุลภายในร่างกายจะปรากฎออกมาให้เห็นได้จากภายนอกนั้นคือ ปัญหาผิวหนัง มี 5 สัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังขาดสารอาหารและแร่ธาตุอยุ่

1 เลือดออกตามเหงือกและไรฟัน เป็นการขาดวิตามินซี เช่นเดียวกันกับเลือดกำเดาไหล ข้อบวม ร่างกายจะไม่สามารถสร้างและกักเก็บสารอาหารเหล่านี้ได้ จึงจำเป็นต้องบริโภคในอาหารเป็นประจำ

2 ปากซีด หรือ แห้ง ขาดธาตุเหล็ก จะทำให้ร่างกายเป็นโลหิตจางและอ่อนล้า ควรทานอาหารเสริมสร้างธาตุเหล็ก เช่น ผักโขม ลูกเกด ดาร์กช็อคโกแลต

3 ผิวซีด ขาดวิตามิน บี 12 อาหารจากสัตว์จะมีบี12สูง เช่น อาหารเสริม ไข่ดาว เนยเข็ง ชีส

4 มีถุงใต้ตา อาจจะเกิดจากการนอนหลับไม่เพียงพอ ควรลดระดับไอโอดีนหรือการบริโภคเกลือ อย่างไรไอโอดีนก็ยังสามารถช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของต่อมไทรอยด์ ลดอาการบวมได้

5 ผมแห้ง ถ้าเส้นผมเริ่มมีรังแคมากเกินไป เปราะบางและแห้งกรัง คุณอาจกำลังขาดไบโอติน หรือ วิตามินบี7 อาจจะเป็นผลจากยาปฏิชีวนะ ควรบริโภคถั่วสีเขียว วอลนัท เมล็ดทานตะวัน อะโวคาโดและเห็ด เป็นต้น

เครดิต : Thaiza.com

นี่คือเหตุผลว่าทำไม..คุณไม่ควรดื่มน้ำที่ค้างทิ้งไว้ในแก้วข้ามคืน


นี่คือเหตุผลว่าทำไม..คุณไม่ควรดื่มน้ำที่ค้างทิ้งไว้ในแก้วข้ามคืน

คุณเคยดื่มน้ำในแก้วที่ทิ้งไว้ข้ามวันหรือข้ามคืนหรือไม่ แล้วสังเกตไหมว่ารสชาติน้ำเปลี่ยนไป

รสชาติน้ำที่ถูกทิ้งไว้ในแก้วจะค่อยๆหายไป หลายคนคิดว่าเพราะเชื้อจุลินทรีย์แม้คลอรีนจะช่วยฆ่าเชื้อเหล่านั้น หากแต่เมื่อมีการทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องเชื้อจุลินทรีย์จะสามารถเติบโตและแพร่ได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้น้ำและแก้วจะสะอาดก็ตาม เพียงหนึ่งจิบก็ได้รับเชื้อโรคมากมายอีกทั้งน้ำที่ทิ้งไว้จะมีฝุ่นตกลงไปด้วย อีกทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะมีการเกาะกับน้ำก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำหีรสชาติน้ำเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตามหากคุณยังใช้แก้วเดิมซ้ำๆโดยไม่ผ่านการล้างก็ยังคงเป็นปัญหาเรื่องเชื้อโรคเช่นเดียวกัน สำหรับขวดน้ำพลาสติกที่ได้รับความร้อนหนักๆเช่น การทิ้งขวดน้ำไว้ในรถ หรือ ขวดที่โดนแดดจัดๆ ก็ไม่ควรนำมาบริโภค ดร. Kellogg Schwab ได้เตือนว่า ขวดน้ำพลาสติกหากมีสาร BPA ซึ่งเป็นการนำกลับมาใช้ใหม่ สารชนิดนี้มีผลต่อฮอร์โมนที่เชื่อมจากโรคหัวใจสู่การเป็นมะเร็งได้ เขาแนะนำว่าการดื่มน้ำจากขวดพลาสติกหากดื่มจนหมดแล้วไม่ควรล้างหรือเติมน้ำใส่ใหม่ ควรใช้เพียงครั้งเดียวและนำไปรีไซเคิลจะดีกว่าหรือไม่ต้องซื้อเลยควรใช้เป็นขวดสำหรับใส่น้ำโดยเฉพาะ

มันจะดีกว่าแน่นอนหากคุณดื่มน้ำสะอาดในทุกๆเช้าโดยหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำค้างคืนจากแก้วใบเก่า กระทั่งน้ำที่ถูกทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีฝาปิดก็เช่นเดียวกัน

ที่มา : www.thaiza.com

ดีต่อสุขภาพ..ดีท็อกซ์-ล้างพิษ ตอนเช้า ด้วยน้ำผักผลไม้แก้วนี้!!


ดีต่อสุขภาพ..ดีท็อกซ์-ล้างพิษ ตอนเช้า ด้วยน้ำผักผลไม้แก้วนี้!!

สิ่งแรกที่คุณควรทำหลังลืมตาตื่นในตอนเช้าคือ ดื่มน้ำอย่างน้อย 2 แก้ว เพื่อล้างพิษและระบายของเสียที่ตกค้างมาตั้งแต่เมื่อวาน แล้วเพิ่มสารอาหารให้ตัวเองอย่างเบาๆ ก่อนจัดเต็มกับโปรตีนก่อนเริ่มวันใหม่อย่าง ‘น้ำผลไม้คั้นสดกรีนมอนสเตอร์’แก้วนี้ของเรา

ที่คอยทำความสะอาดระบบต่างๆ ให้คุณรู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉงทันที เพราะร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารในน้ำผักผลไม้แก้วนี้ไปใช้ได้อย่างเต็มที่

พระเอกของแก้วนี้อยู่ที่ ใบบัวบก สมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะและเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับความร้อน นอกจากนี้ยังเป็นผักที่มีวิตามินเอสูง...

สูตรที่คัดสรรมานี้ ยังมีผลไม้ที่สามารถดีท็อกซ์ของเสียออกจากร่างกายได้อย่าง เช่น...

มะนาว ที่คอยรักษาสมดุลความเป็นกรดด่างของร่างกาย ช่วยกระตุ้นแบคทีเรียในลำไส้ให้สามารถ กำจัดสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อะโวคาโด มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลและละลายไขมันที่เกาะรอบตับให้สะอาด และแอปเปิลเขียวที่มี แอนตี้ออกซิแดนต์เพียบ รวมทั้งไฟเบอร์ที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น

ส่วนผสมสำหรับ 1 แก้ว – ใบบัวบก 1 ถ้วยตวง/ น้ำมะนาวสด 2 ช้อนชา/ น้ำแอปเปิลเขียวแยกกาก ½ ลูก และหั่นเป็นลูกเต๋า ½ ลูก และอะโวคาโด ½ ลูก จากนั้น นำทุกอย่างลงโถแล้วปั่นให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน

Tips : เมื่อล้างเสร็จ นำผักผลไม้ไปแช่ตู้เย็นแล้วจึงนำมาปั่น น้ำที่ได้จะเย็นสดชื่นโดยไม่ต้องเติมน้ำแข็ง

ไฮไลต์ของแก้วนี้

ใบบัวบก เป็นพืชพื้นบ้านแต่สรรพคุณเริ่ดไม่แพ้ผักผลไม้เมืองนอก หากพูดในแง่ของการดีท็อกซ์ ใบบัวบกมีฤทธิ์ขับปัสสาวะและเป็นยาระบายอ่อนๆ

ซึ่งเหมาะอย่างยิ่ง สำหรับสาวฮอตที่มีอาการร้อนในเป็นประจำ กินใบบัวบกแล้วจะช่วยระบายความร้อนได้ดี แถมยังมียังมีสารกาบาที่ออกฤทธิ์บำรุงประสาท ช่วยลดอาการวิตกกังวลและ ความตึงเครียดได้

อะโวคาโด เป็นหนึ่งในซูเปอร์ฟู้ดที่มีประโยชน์รอบด้าน สามารถดีท็อกซ์สารพิษและไขมันในตับออกไป นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยอีกมากมายที่พิสูจน์แล้วว่า...

‘นอกจาก ขับพิษมันยังป้องกันไม่ให้สารพิษไปทำลายตับ’ มีไขมันไม่อิ่มตัวที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันได้ดี และตัวมันเองก็อุดมไปด้วยวิตามินอี โฟเลต และ วิตามินบี 5 อีกด้วย...ใช้เวลาเพียงน้อยนิด ก็ทำให้ร่างกายสะอาดสดชื่นรับวันใหม่ได้อย่างสดใสมีพลังแล้วค่ะ

อ้างอิงบทความจาก...เว็บไซต์ womenshealththailand.com Women’s Health, December 2013

อยากสวยตำรับธรรมชาติต้องรู้จริง! หน้าสวย เด้ง ด้วยตำรับสมุนไพรไทยโบราณ


อยากสวยตำรับธรรมชาติต้องรู้จริง! หน้าสวย เด้ง ด้วยตำรับสมุนไพรไทยโบราณ

ใช้เครื่องสำอางหรือสกินแคร์ตั้งแต่ผิวยังไม่แตกวัยสาวอันตรายไหมคะ ข้อนี้คุณแม่ยังสาวผิวขาวปิ๊งที่ปกติใช้สูตรบำรุงผิวแบบโบราณ ตั้งโจทย์มาถามทีมงานด้วยความห่วงใยลูกสาว WH จึงไม่รอช้า ไปค้นคว้าหาข้อมูลแบบจัดเต็มมาให้คุณผู้อ่านที่รักคลายความกังวลใจในทันที

เครื่องสำอางของวัยสาว สิ่งที่วัยทีนเอจ หรือสาววัยไหนก็ตามต้องการมากที่สุดก็คือ แอนตี้เอจจิ้ง โปรดักต์หรือผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอยทุกชนิด ซึ่งฮอตฮิตติดกระแสกันมากในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นซันบล็อก ซันสกรีนป้องกันผิวถูกทำลาย มอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวชุ่มชื่น แอนตี้ริงเคิล ยับยั้งรอยเหี่ยวย่น และที่นิยมใช้กันสุด ๆ ระยะนี้คือ ไวเทนเนอร์ หรือสารช่วยให้ผิวขาวที่ผสมอยู่ในครีม โลชั่น เดย์ครีม ไนต์ครีม เอสเซนส์ หรือแม้แต่แชมพู ครีมนวดผม แม้กระทั่งที่ทารักแร้ (โอ้ แม่เจ้า) ต่างกันแค่ผิวหน้า สาวรุ่นส่วนใหญ่มักมีสิวมาสิงสถิต โดยไม่ได้ขอยื่นใบอนุญาต ดังนั้นจึงต้องมีผลิตภัณฑ์รักษาสิวเป็นกองขับไล่อีกแรง

เพราะเหตุที่วัยรุ่นเป็นวัยที่มีน้ำหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติล้นเหลือกว่าวัยใด บางคนฟังแล้วอาจยกมือค้านว่าใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันริ้วรอยตั้งแต่อายุสิบกว่า ไม่เกินวัยหรือเกินความจำเป็นไปหน่อยหรือ อันนี้ขอเคลียร์ให้กระจ่างใจว่า การที่คนเราจะใส่ใจป้องกันผิวร่วงโรยตั้งแต่วัยเริ่มผลิบาน มันผิดตรงไหน เพราะใช้แล้วก็ไม่เป็นอันตรายต่อผิวสักหน่อย

ถ้าจะกลัว ควรกลัวส่วนผสมที่ไม่ได้มาตรฐานมากกว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทไม่ผ่านขั้นตอนทดสอบการระคายเคืองผิวตามมาตรฐานสากลมาก่อนนี่สยองแน่ เช่น ปล่อยให้สารปนเปื้อนอย่างเชื้อรา ยาฆ่าแมลง เมื่อเอามาทาจึงเกิดอาการแพ้ เป็นผื่นตามใบหน้าและเนื้อตัว

อยากสวยตำรับธรรมชาติต้องรู้จริงสูตรโบราณสารพัดสารพัน เช่น น้ำมันมะพร้าวชโลมผม ขมิ้นหรือน้ำนมบำรุงผิวนุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนน่าเชื่อถือว่าใช้ได้ผล เพราะผ่านการทดลองกับคนจริง ๆ มาแล้วนับไม่ถ้วน พอใช้ได้ผลดี คนโบราณก็เลยบอกต่อสืบทอดกันมา บางสูตรใช้มานานเป็นพันปีด้วยซ้ำ แต่มีข้อแม้แค่เราต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อนว่าภูมิปัญญาเก่า ๆ สูตรเขาทำอย่างไร ใช้อย่างไรจึงได้ผลดีจริง

เมื่อปลอดภัยแน่แล้ว ประการต่อไปที่ผองเราเหล่าคนรักความงามต้องคำนึงถึงคือใช้แล้วต้องได้ผลดีสม่ำเสมอ แต่เครื่องสำอางสมุนไพรที่กำลังบูมในบ้านเราขณะนี้ บางยี่ห้อไม่มีการควบคุมคุณภาพ และไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน เรียกว่าผู้ผลิตบางรายไม่มืออาชีพพอว่างั้นเหอะ จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสาวตาดำ ๆ อย่างพวกเรา

โดยปกติเครื่องสำอางแนวธรรมชาติที่ทำออกมาวางขายในท้องตลาดทุกวันนี้ มักพยายามปรุงสูตรให้เนื้อสมุนไพรมีความเข้มข้นสูงสุด เพื่อจูงใจให้คนอยากซื้อ เพราะคิดว่าจะได้รับของดีมีประโยชน์แบบเนื้อ ๆ เน้น ๆ ตรงนี้แหละน่ากลัวนัก เพราะหากมีเชื้อปนเปื้อนแค่เล็กน้อยก่อนบรรจุแพ็กเกจ เชื้อจะเพาะพันธุ์เพิ่มจำนวนทวีคูณระหว่างตั้งทิ้งไว้บนชั้นโชว์รอคนซื้อเนิ่นนาน

ตรงข้ามกับสูตรบำรุงความงามต่าง ๆ ที่คนโบราณเขาทำใช้กันสด ๆ ครั้งต่อครั้ง ซึ่งให้ผลดีและมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะสารที่มีประโยชน์ในพืชพันธุ์สดนั้นยังไม่สลายตัวเชื้อปนเปื้อนจึงน้อยมากเมื่อนำมาใช้จึงได้รับสารที่เป็นประโยชน์เต็มที่ แต่พอเราทำให้สมุนไพรตาย แล้วเอาน้ำหรือเนื้อเยื่อมาบรรจุแพ็กเกจเก็บไว้ น้ำที่อุดมด้วยวิตามินนี่แหละเป็นแหล่งอาหารชั้นยอดสำหรับแบคทีเรียตัวร้าย อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ ของสดก็เหมือนร่างกายคนเราที่ยังไม่ตาย จึงยังคงคุณสมบัติในการป้องกันเชื้อ แต่พอไม่มีชีวิตแล้วร่างกายเราก็ขาดภูมิคุ้มกันโรค

อ้าว...งั้นคงต้องเซย์กู๊ดบายผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติน่ะสิ ก็ถูกอยู่ แต่แค่เพียงส่วนเสี้ยวเท่านั้น เพราะถ้าผู้ผลิตพิถีพิถันต่อกระบวนการสกัดสารที่มีประโยชน์ในสมุนไพร โดยใช้เทคโนโลยีที่ดีเป็นตัวช่วยเครื่องสำอางก็ไม่มีเชื้อปนเปื้อน คงไว้ซึ่งคุณประโยชน์ล้วน ๆ และอยู่ได้ยาวนานโดยไม่เสื่อมสภาพหรือสลายตัว อย่างที่เรียกกันว่ามีความคงตัว ซึ่งหมายถึงคงสารสำคัญไว้ได้ประมาณ 90% ขึ้นไปจวบจนถึงวันหมดอายุ เห็นตัวอย่างได้จากผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยมไลน์ธรรมชาติแบรนด์ดังทั้งของนอกและของไทย

ฉะนั้นถ้าอยากสวยด้วยฉลาดด้วยเวลาซื้อผลิตภัณฑ์ เราในฐานะผู้บริโภคจึงต้องตรวจดูวันผลิต วันหมดอายุบนฉลากให้ดี ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ดีมันจะบอกแต่วันผลิตอย่างเดียว แต่ไม่บอกวันหมดอายุ (เอากะมันสิ) นอกจากนี้ยังต้องดูว่าบริษัทไหนผลิต รวมถึงต้องมีมาตรฐานในการผลิตที่ดีขั้นต่ำสุด

อย่างที่ศัพท์วิชาการเรียกว่า ‘Good Manufacturing Practice’ หรือ GMP อันเป็นมาตรฐานในระดับสากล เช่น ถ้าข้างกล่องกำหนดว่ามี GMP ก็หมายความว่าเขามีกรรมวิธีในการผลิตเป็นที่ยอมรับได้ในระดับนานาชาติ และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพไม่ต่ำกว่า 90% เมื่อถึงวันหมดอายุ ห้ามน้อยกว่านี้

ประการสุดท้ายที่ต้องคำนึงถึงเมื่อเลือกเครื่องสำอางสมุนไพรก็คือ ผลิตภัณฑ์นั้นต้องมีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ที่ดี แต่ปัญหาใหญ่ในบ้านเราก็มีอยู่ว่า เรายังมีหน่วยงานที่คอยตรวจสอบดูแลคุณภาพและปริมาณมหาศาลที่แข่งกันทำออกมาขาย นี่เองของไม่ดีจึงเล็ดลอดมาทำร้ายผิวพรรณเราได้

อ้างอิงบทความจาก... womenshealththailand.com นิตยสาร Women's Health ฉบับเดือนมิถุนายน 2013

สังเกตตัวเองหน่อย..ถ้าร่างกายมี 6 อาการ ต่อไปนี้ ต้องดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-9 แก้ว/วัน


สังเกตตัวเองหน่อย..ถ้าร่างกายมี 6 อาการ ต่อไปนี้ ต้องดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-9 แก้ว/วัน

เว็บไซต์ healthylivinghouse.com เผยข้อมูลว่า มีหลายความเห็นเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน โดยนักวิทยาศาสตร์อ้างว่า ควรจะดื่มน้ำ วันละ 8-9 แก้วต่อวัน แต่หากใน 1 วันร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะเกิด 6 อาการดังต่อไปนี้

1. สุขภาพแย่ลงการดื่มน้ำ ในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายจะช่วยในการป้องกันการเกิดนิ่วในไต, โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินปัสสาวะ แล้วยังช่วยป้องกันคุณจากโรคหัวใจได้ด้วย

2. การเผาผลาญช้าลง การเผาผลาญในร่างกายของมนุษย์นั้น ขึ้นอยู่กับการดื่มน้ำ หากคุณดื่มน้ำมากขึ้นร่างกายก็จะเกิดการเผาผลาญที่เร็วขึ้นตามไปด้วย

3. ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นขณะทำงาน การที่สมองนั้นขาดน้ำจะทำให้คุณนั้นทำงานได้มีประสิทธิภาพที่น้อยลง ดังนั้นคุณต้องใช้เวลามากขึ้นและและใช้ความพยายามในการทำงานให้เสร็จมากขึ้น ไปอีก

4. เกิดอาการอยากอาหารเพิ่มขึ้น คนที่ดื่มน้ำในปริมาณ 2 แก้วก่อนมื้ออาหาร จะมีปริมาณแคลอรี่น้อยลง 75-90 ในเวลา 3 เดือนน้ำหนักจะลดลง 2.5 กิโลกรัม

5. ผิวเหี่ยวย่นและดูแก่กว่าวัย น้ำจะเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดเลือนริ้วรอย เพิ่มความสดใสให้กับผิวของคุณได้

6. มีความรู้สึกหดหู่และเศร้า พวกเขาจะรู้สึกได้ถึงความอ่อนแอและสับสนหรือความโกรธ ซึ่งจะแตกต่างจากคนที่มักจะดื่มน้ำเป็นประจำ

บทความจาก...... krobkruakao

ต้องลอง! กินมะนาวน้ำผึ้งก่อนนอนทุกวัน พุงยุบ แขน-ขาเล็กลงๆ

 
ต้องลอง! กินมะนาวน้ำผึ้งก่อนนอนทุกวัน พุงยุบ แขน-ขาเล็กลงๆ

หลายๆท่านมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ใส่ชุดอะไรก็ไม่สวย จะซื้อยาลดน้ำหนัก

ก็เสี่ยงกับอันตรายมากมาย วันนี้ แอดมิน มีสูตรลดน้ำหนัก

จากมะนาวน้ำผึ้งมาฝากกันค่ะ

1. เอาเกลือถูกับผิวมะนาว นาน 15 นาที แล้วล้างออก

2. หั่นมะนาวเป็นขิ้นบางๆ เอาเม็ดออกด้วย

3. บรรจุลงขวดโหล

4. เตรียมน้ำผึ้งเทลงขวดโหล

5. เทให้ท่วมมะนาว

6. ปิดฝาเรียบร้อย แช่ตู้เย็น ไว้สามวัน แล้วค่อยตักออกมาผสมน้ำ อุ่น หรือ ธรรมดา ชงกินก่อนนอนทุกวันนะ ( สูตรบอกสองอาทิตย์ ก้อเห็นผล ) เรามาลองทำ ลองกินกันดูนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก...Brain

ลองทำดู! 3 คาถาสวดบูชาพ่อแม่ ทำทุกวันก่อนนอน แล้วชีวิตจะมีแต่ความก้าวหน้า


ลองทำดู! 3 คาถาสวดบูชาพ่อแม่ ทำทุกวันก่อนนอน แล้วชีวิตจะมีแต่ความก้าวหน้า

เทศกาลสำคัญที่กระตุ้นความรู้สึกให้หลายคนระลึกถึงความสำคัญของผู้มีพระคุณ คงหนีไม่พ้นวันพ่อและวันแม่ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว เราสามารถแสดงออกถึงความรักที่มีต่อพ่อแม่ได้ทุกวัน ไม่ว่าคุณกับพ่อแม่จะอยู่ห่างไกลกันหรือเดินสวนในบ้านเดียวกัน ก็ไม่ควรจะปล่อยละเลย

สวดคาถาบูชาพ่อแม่ ทุกครั้งก่อนนอนโดยอานิสงค์ที่สวดจะทำให้คุณและครอบครัวมีความสุข หรือหากว่าในวันแม่ที่จะถึงนี้ คุณจะนำพวงมาลัยพร้อมกับ คาถาบูชาพ่อแม่ ไปสวดพร้อมกันเลยก็ได้นะคะ จำไม่ได้ก็จดใส่กระดาษเล็กๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถตอบแทนบุญคุณพ่อกับแม่ได้แล้วค่ะ

1. อิมินาสักกาเรนะ ข้าขอกราบสักการะบูชา อันพระบิดร มารดา ตัวข้าขอน้อมระลึกคุณ ท่านมีเมตตาการุณ อุปการะคุณต่อบุตรธิดา ท่านให้กำเนิดลูกมา ทั้งการศึกษาและอบรม ถึงแม้ลำบากขื่นขม ทุกข์ระทมสักเพียงใด ท่านไม่เคยหวั่นใหว ต่อสิ่งใดที่ใด้เลี้ยงมา พระคุณท่านล้นฟ้า ยิ่งกว่าธาราและแผ่นดิน ข้าขอบูชาเป็นอาจิณ ตราบจนสิ้นดวงชีวา ขอปวงเทพไท้รักษา อันพระบิดรมารดาของข้า เทอญ..

2. มัยหัง มาตาปิตูนังวะปาเทสุ วันทามิ สาทะรัง (กราบ 1 ครั้ง)

3. อะนันตะคุณะ สัมปันนา ชะเนติชะนากา อุโภ มัยหัง มาตา ปิตูนังวะ ปาทา วันทามิ สาทะรัง

หลังจากสวดบูชาแล้ว หากสะดวกก็ทำพิธีขออโหสิกรรมต่อเลยก็ได้ โดยให้เตรียมน้ำโรยดอกมะลิไปหนึ่งขัน แล้วพูดว่า...

“กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โย โทโส อันว่าโทษใดความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอใหคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณพี่ คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย” หลังจากนั้นราดน้ำรดมือ รดเท้า

บอกต่อกันไป! กินแล้วอันตราย..อาหารแสลง อาการต้องห้าม 10 โรค



บอกต่อกันไป! กินแล้วอันตราย..อาหารแสลง อาการต้องห้าม 10 โรค

เรามักได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดถึงข้อห้ามมากมายเกี่ยวกับการกินและข้อควร ปฏิบัติ เช่น คนที่ร้อนในง่ายห้ามกินของร้อน (คุณสมบัติหยาง) ของทอดๆ มันๆ ของเผ็ด โดยมีการยกตัวอย่างมาดังนี้

กินทุเรียนแล้วห้ามกินเหล้า

กินทุเรียนแล้วควรกินมังคุดหรือกินน้ำเกลือตาม

กินลำไยมากระวังตาจะแฉะ

เวลาเริ่มเป็นหวัด เจ็บคอ ควรกินพวกยาขม

เวลาร้อนใน ให้กินน้ำจับเลี้ยง หรือกินน้ำเก๊กฮวย

หญิงปวดประจำเดือนห้ามกินของเย็น (ลักษณะยิน) เช่น แตงโม น้ำมะพร้าว

คนที่กินยาบำรุงจีน ห้ามกินผักกาดขาว หัวไชเท่า ฯลฯ เพราะจะล้างยา (ทำให้ฤทธิ์ของยาน้อยลง) ฯลฯ

คำกล่าวเหล่านี้ก็มีในทัศนะทางการแพทย์แผนจีนมาจากพื้นฐานที่ว่า “อาหารคือยา อาหารและยามีแหล่งที่มาเดียวกัน” การเลือกกินอาหารให้เหมาะสมเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องประยุกต์เปลี่ยนแปลง ให้สอดคล้องกับภาวะที่เป็นจริงของบุคคล เงื่อนไขของเวลา และสภาพภูมิประเทศ (สิ่งแวดล้อม) จึงจะเกิดผลที่ดีต่อสุขภาพ

ในแง่ของคนไข้ การเลือกกินอาหารให้เหมาะสม จะทำให้โรคร้ายทุเลาลง ช่วยเสริมการรักษาและฟื้นฟูร่างกาย ในทางกลับกันการเลือกอาหารไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ย่อมทำให้โรคร้ายรุนแรง กำเริบและบั่นทอนสุขภาพมากขึ้น

อาหารแสลงหรืออาการต้องห้าม ในความหมายที่กว้าง หมายถึง

1.การกินอาหารที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ก็เกิดโทษ

2.การกินอาหารชนิดเดียวกัน ซ้ำซาก ก็เกิดโทษ
3.การกินอาหารที่ไม่สอดคล้องกับภาวะร่างกายในยามปกติ (ลักษณะธาตุของแต่ละบุคคล)
4.การกินอาหารที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเจ็บไข้ได้ป่วย หรือในขณะที่เป็นโรค
5.การกินอาหารที่ไม่สอดคล้องกับยาสมุนไพรที่ใช้รักษาในขณะเป็นโรค

การกินอาหารมากไป หรือน้อยไป และการกินอาหารชนิดเดียวกันอย่างซ้ำซากได้กล่าวมาแล้วในครั้งก่อน ที่จะกล่าวต่อไป คือ หลักการหลีกเลี่ยงอาหารในขณะเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคต่างๆ หรือภายหลังการฟื้นจากการเจ็บป่วย

อาหารกับ 10 โรค

1.คนที่เป็นไข้หวัด ไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สุก อาหารที่เย็นมาก หรืออาหารทอด อาหารมัน ซึ่งล้วนแต่ทำให้ย่อยยาก ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมือน “อาหารเชื้อเพลิง” หรือการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟ

2.คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ กระเพาะอาหารเป็นแผล หรือระบบการย่อยไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดการสะสมความร้อนในร่างกายทำให้โรคหายยาก แนะนำให้กินอาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง กินอาหารตามเวลา และเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย

3.คนที่เป็นโรคความดันเลือดสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาหลอดเลือดแข็งตัว (ตามภาวะความเสื่อมของร่างกาย) ทำให้หลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคลอเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ตับ สมอง ถั่ว น้ำมันหมู ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ น้ำมันเนย รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย(ความชื้นมีผลให้ เกิดความหนืดของการไหลเวียนต่อร่างกายทุกระบบ ความร้อนทำให้ภาวะร่างกายถูกกระตุ้น ทำให้ความดันสูง) นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด (ฤทธิ์กระตุ้น) หรืออาหารหวานมาก เช่น ลำไย ขนุน ทุเรียน ฯลฯ (คุณสมบัติร้อน) เราคงได้ยินบ่อยๆว่า มีคนที่เป็นโรคความดันสูง แล้วไปกินทุเรียนร่วมกับเหล้า แล้วหมดสติ เสียชีวิต จากภาวะเส้นเลือดในสมองแตกก็สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว

4.คนที่เป็นโรคตับหรือโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี ควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอดๆ มันๆ อาหารหวานจัด เพราะแผนแพทย์จีนถือว่าตับ ถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร ซึ่งเป็นระบบพื้นฐานของการรับสารอาหารเพื่อบำรุงเลี้ยงร่างกาย ให้เกิดเลือด พลัง การได้อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไปจะทำให้เกิดความร้อนความชื้น ทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอ ซึ่งจะทำให้เกิดโทษต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง

5.คนที่เป็นโรคหัวใจ โรคไต หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เพราะรสเค็มทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า เป็นภาระต่อหัวใจในการทำงานหนักเพิ่มขึ้น ทำให้ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ขณะเดียวกัน อาหารที่มีรสเผ็ดก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนทำให้ต้องสูญพลังงานมาก และหัวใจก็ต้องทำงานหนักขึ้น โดยสรุปคือ ต้องลดการทำงานของหัวใจและไต โดยไม่เพิ่มปัจจัยต่างๆที่เป็นโทษเข้าไป

6.คนที่เป็นโรคเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน หรืออาหารประเภทแป้งที่มีแคลอรีสูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ฯลฯ แนะนำอาหารพวกถั่ว เช่น เต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด ฯลฯ

7.คนที่นอนหลับไม่สนิท ควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกชา กาแฟ หรือการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะเวลาก่อนนอน เพราอาหารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือทำให้หลับไม่สนิท

8.คนที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหรือท้องผูก ต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภท กระเทียม หอม ขิงสด พริกไทย พริก ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้มีความร้อนในตัวสะสมมาก ทำให้ท้องผูก ทำให้เส้นเลือดแตกและอาการริดสีดวงทวารกำเริบ

9.คนที่มีอาการลมพิษ ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง หรือเป็นโรคหอบหืด ควรเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ ผลิตภัณฑ์นมหรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ รวมทั้งรสเผ็ด เพราะสารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นและทำให้มีอาการผื่น ผิวหนังกำเริบ

10.คนที่เป็นสิว หรือมีการอักเสบของต่อมไขมัน ควรงดอาหารเผ็ดและอาหารมัน เพราะทำให้สะสมความร้อนชื้น/data/content/24786/cms/e_abgquvwyz279.jpgของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผลต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด (ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย) ทำให้เกิดสิว

หลักการทั่วไป ต้องหลีกเลี่ยงอาหารดิบๆ สุกๆ มีคุณสมบัติที่เย็นมาก ขณะเดียวกันอาหารที่ผ่านกระบวนการมาก อาหารที่ย่อยยาก อาหารทอดมันๆ อาหารรสเผ็ดจัด เหล้า บุหรี่ ฯลฯ

ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงภาวะเจ็บป่วยหรือขณะพักฟื้น เป็นภาวะระบบการย่อยดูดซึม (กระเพาะอาหารและม้าม) ทำงานไม่ดี การได้อาหารที่เย็นหรือย่อยยากจะทำให้การย่อย การดูดซึมมีปัญหามากขึ้น ทำให้ขาดสารอาหารมาบำรุงเลี้ยงร่างกาย และต้องสูญเสียพลังเพิ่มขึ้นในการทำงานของระบบย่อย อาหารเผ็ด เหล้า และบุหรี่ มีฤทธิ์กระตุ้นและเพิ่มความร้อนในร่างกายทำให้มีการใช้พลังงานมากโดยไม่จำ เป็น

อาหารแสลงในทัศนะแพทย์แผนจีน คือ อาหารที่ไม่เย็น (ยิน) หรืออาหารที่ไม่ร้อน (หยาง) จนเกินไป กล่าวคือต้องไม่ดิบ (ต้องทำให้สุก) และต้องไม่ผ่านกระบวนการที่ทำให้เกิดคุณสมบัติร้อนมากเกินไป (ทอด ย่าง ปิ้ง เจียว ผัด) เพราะสุดขั้วทั้งสองด้านก็ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

อาหารดิบ ไม่สุก ทำให้ระบบย่อยทำงานหนัก ทำให้เสียสมรรถภาพการย่อยดูดซึมอาหารตกค้าง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องอืด ขาดสารอาหาร

อาหารร้อนเกินไป ทำให้ระบบย่อยทำงานหนัก มีความร้อนความชื้นสะสม เกิดความร้อนใน ร่างกายมากเกินไป ไปกระทบกระเทือนอวัยวะอื่นๆ เช่น กระทบปอด ลำไส้ ทำให้ท้องผูก เจ็บคอ ปากเป็นแผล กระทบตับ ทำให้ความดันสูง ตาแฉะ อารมณ์หงุดหงิด กระทบไต ทำให้ปวดเมื่อยเอว ผมร่วง ฯลฯ

อาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด จะได้สารและพลังจากธรรมชาติมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ความเห็นในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แนะนำให้กินผัก สด ผลไม้สด ซึ่งไม่น่าขัดแย้งกัน เพราะเทคนิคการทำอาหารของจีน ต้องไม่ให้ดิบ และสุกเกินไป เพื่อดูดซับสารและพลังจากธรรมชาติให้มากที่สุด ดิบเกินไปจะทำให้เกิดพิษจากอาหาร สุกเกินไปทำให้เสียคุณค่าอาหารทางธรรมชาติ การเลือกกินอาหารที่ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนและมีการปรุงแต่งที่มากเกินไป จะทำให้อาหารฮ่องเต้กลายเป็นอาหารชั้นเลวในแง่หลักโภชนาการ

การเลือกอาหารให้สอดคล้องเหมาะสม ไม่ใช่สูตรตายตัว แต่ต้องยืดหยุ่นพลิกแพลง และปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาวะที่เป็นจริงของแต่ละบุคคล เวลา (เช่น ภาวะปกติ ภาวะป่วยไข้ กลางวัน กลางคืน ฤดูกาล) และสถานที่ (ภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อม) เพื่อให้เป็นธรรมชาติและยังประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ

ที่มา : www.thaihealth.or.th