วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

ขมิ้นชัน เครื่องเทศต้านมะเร็งจากก้นครัว


ขมิ้นชัน เครื่องเทศต้านมะเร็งจากก้นครัว

ในบรรดาเครื่องเทศที่เรานำมาใช้ทำกับข้าวกันนั้น เชื่อว่าทุกคนต่างทราบดีอยู่แล้วว่าย่อมมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแน่นอน ทั้งช่วยบำรุงรักษาสุขภาพและป้องกันโรคภัยต่างๆ โดยเฉพาะโรคร้ายอย่างโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปจำนวนไม่น้อย แต่มีเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่พบว่าสามารถต้านเซลล์มะเร็งได้ชะงัดนัก

ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในพืชตระกูล “หัว” มีสีเหลืองและมีกลิ่นหอม ซึ่งในเหง้าขมิ้นชันจะมีสารสำคัญที่จัดได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มน้ำมันหอมระเหยและกลุ่มสารสีเหลืองส้มที่มีขื่อว่า “เคอร์คูมินอยด์” ซึ่งออกฤทธิ์ช่วยเสริมกัน โดยสารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์นี้จะมีสารหลัก 3 ชนิด ได้แก่

- Curcumin

- Demethoxycurcumin

- Bisdemethoxy curcumin

มีการศึกษาวิจัยการออกฤทธิ์ของสารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์แล้วพบว่า มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ออกฤทธิ์ในการต้านอักเสบ บำรุงตับ ลดระดับคอเลสเตอรอล และบรรเทาโรคต่างๆ

นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด โดยใช้เสริมกับยาต้านมะเร็งเพื่อช่วยกันทำลายเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีกลไกที่ช่วยป้องกันมะเร็ง โดยมีเอนไซม์ออกฤทธิ์ที่ระยะหนึ่งและสอง (Phase I and II carcinogen – metabolizing enzymes) ในการก่อมะเร็งของสารเหนี่ยวนำมะเร็ง

ซึ่งสารสำคัญที่ชื่อ “เคอร์คูมินอยด์” จะออกฤทธิ์ช่วยยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็งในมนุษย์ได้ดังต่อไปนี้

- เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (T – cell Leukemia)

- เซลล์มะเร็งปอดชนิด Non small cell Carcinoma

- เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Human colon adenocarcinoma)

- เซลล์มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (Bladder cancer cell)

- เซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Non – Hodgkin’s lymphoma)

- เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากหรือรังไข่

- มะเร็งปากมดลูก

- มะเร็งตับ

ถึงแม้ว่าขมิ้นชันจะมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายหลายประการ แต่มีข้อควรระวังในการใช้ด้วยเช่นกัน กล่าวคือไม่ควรใช้ในสตรีที่กำลังมีครรภ์หรือให้นมบุตร รวมถึงผู้ที่มีปัญหาท่อน้ำดีอุดตันและผู้ป่วยที่กำลังรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้นั่นเองค่ะ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป

เรื่องจริง 10 ข้อ ของหน้าอกที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

 เรื่องจริง 10 ข้อ ของหน้าอกที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ทั้งชายและหญิงต่างมีหน้าอกเป็นของตัวเองรวมถึงหัวนมที่เป็นสิ่งคู่กัน จุดประสงค์หลักของหน้าอกและหัวนมของผู้หญิงมีไว้ให้น้ำนมแก่ทารกแตกต่างจากฝ่ายชายที่ไม่ได้มีหน้าที่นี้ เพียงแต่วันนี้เราจะมาบอกถึงสิ่งที่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อนเกี่ยวกับหน้าอกและหัวนมของคุณ

1 เราสามารถมีหัวนมมากกว่า 2 มันอาจจะไปเกิดตรงจุดไหนของร่างกายก็ได้ที่ไม่ใช่หน้าอกการเติบโตของเยื่อจะไม่สมบูรณ์เหมือนหน้าอกนั่นเอง ซึ่งหากมันเกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องกำจัดออก

2 มีขนบริเวณรอบหัวนมเป็นเรื่องปกติ โดยปกติผู้หญิงจะไม่มีหากใครมีอาจเป็นเพราะความแปรปรวนของฮอร์โมนที่อาจมาพร้อมความเป็นวัยรุ่น ตั้งครรภ์ หรือหมดประจำเดือน ส่วนใครมีมากจนผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจจะเชื่อมถึงความผิดปกติของรังไข่ได้ แต่ผู้ชายจะมีเป็นปกติ

3 มนุษย์เท่านั้นที่มีหน้าอกใหญ่ถาวร ที่เหลือนั้นมีเพื่อเลี้ยงลูกเท่านั้น มนุษย์ผู้หญิงนั้นไม่ได้มีเพื่อตั้งครรภ์หรือเลี้ยงลูกเท่านั้น เป็นความสามารถในการเก็บไขมันและความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งหน้าอกจะขยายเต็มที่ก็ตอนวัยรุ่น หน้าอกหญิงสาวมีไว้ให้น้ำนมหลังจากนั้นเป็นเพียงไขมัน

4 มีของเหลวไหลออกจากหัวนมทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ อาจจะมีสีใส ขุ่น หรือ ขาว อาจจะเหนียวหรือเป็นน้ำ เกิดจากการที่หน้าอกถูกกดทับหรือถูกบีบอย่างแรงเท่านั้นโดยชุดชั้นในหรือสปอร์ตบาร์ขณะออกกำลังกาย แต่หากเป็นเลือดออกมาควรปรึกษาแพทย์ทันที

5 หัวนม 2 ข้างไม่เท่ากัน เป็นเรื่องปกติหากลองสังเกตข้างซ้ายมักใหญ่กว่าข้างขวา

6 การทำศัลยกรรมหน้าอกลดการตอบสนองของหัวนม

7 หน้าอกจะเปลี่ยนแปลงเสมอในขณะเป็นประจำเดือน หรือตั้งครรภ์

8 หัวนมแข็งไม่ได้เกิดจากอารมณ์ทางเพศเสมอไป อาจมาจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ช็อค ให้น้ำนมลูก หรือการที่เสื้อผ้าสีกับหน้าอกเป็นเรื่องปกติ

9 หัวนมบอด 10-20 เปอร์เซ็นของผู้หญิงเป็นตั้งแต่เกิด สาเหตุจากกล้ามเนื้อท่อบริเวณหัวนมสั้น การให้นมก็อาจทำให้เป็นอาการนี้ได้เช่นกัน หรือจากเป็นโรค ความย่อนคล้อยแม้กระทั่งการตั้งครรภ์ก็สามารถเกิดได้และควรระวังการติดเชื้อบริเวณหัวนม

10 หัวนมของทุกคนพัฒนามาตั้งแต่ในครรภ์ เด็กผู้ชายจะถูกฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนหยุดการเจริญเติบโตของหน้าอก ซึ่งกระบวนเหล่านี้มาจากร่างกายระบุเพศ

ที่มา: Thaiza

10 สิ่งเหลือเชื่อที่สัตว์เลี้ยงแสนรักรับรู้ได้จากตัวคุณ


10 สิ่งเหลือเชื่อที่สัตว์เลี้ยงแสนรักรับรู้ได้จากตัวคุณ

สุนัข มีสัญชาตญาณที่รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของมนุษย์จีงทำให้มันกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อเจ้าของ ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดมันก็สามารถสัมผัสความตื่นเต้น ความสุข ความเศร้าและความเครียดได้ มันจึงมีส่วนในการช่วยรักษาปัญหาทางอารมณ์ของมนุษย์ 10 สิ่งที่สุนัขสามารถรับรู้ได้จากคนมีดังนี้

1 ความเศร้า เจ้าเพื่อนสี่ขารับรู้ความผิดปกติทางอารมณ์ของเราได้แม้จะพยายามทำเป็นไม่เศร้าก็ตาม นั้นจะทำให้มันเศร้าตามไปด้วย ขณะร้องไห้มันก็จะเข้ามาเลียหน้าคุณ

2 มะเร็งหรือโรคอื่นๆ มันสามารถรับรู้ถึงโรคภัยในร่างกายเจ้าของของมันจากการดมกลิ่น

3 ตั้งครรภ์ ขณะตั้งครรภ์สุนัขของคุณจะคอยเฝ้าคุณไม่ห่าง ทำตัวน่ารักและคอยปกป้องคุณ มันอาจจะชอบเข้ามาดมหรือนอนบนท้องของคุณ ในช่วงเวลานี้คุณไม่ควรปล่อยละเลยสัตว์เลี้ยงของคุณด้วยเช่นกัน

4 แผ่นดินไหว มันรับรู้ความผิดปกติของธรรมชาติจากการได้ยินเสียงหินเคลื่อนไหวใต้พื้นดินซึ่งมักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนแผ่นดินไหว

5 พายุ หากมันมีพฤติกรรมวิ่งหอบไปมา หรือแสดงความไม่สบายใจแม้สภาพแวดล้อมเป็นปกติก็ตาม เนื่องจากมันสัมผัสถึงความกดอากาศที่ต่ำลงอย่างรวดเร็วและไฟฟ้าสถิตย์มักเกิดขึ้นก่อนอากาศเปลี่ยนแปลง

6 น้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้ใดที่เป็นโรคเบาหวานจะมีกลิ่นเฉพาะที่สุนัขของคุณสัมผัสได้ กรณีน้ำตาลในเลือดต่ำบางครั้งเจ้าตูบจะหอนหรือเลียมือของคุณ

7 ความเกลียดชังระหว่างมนุษย์ มันสามารถรู้ได้ว่าคุณไม่ชอบใคร ขณะมีอารมณ์โกรธหรือเกลียดชังร่างกายของเราจะปล่อยสารเคมีหลายประเภทที่ทำให้สุนัขรับรู้ได้รวมถึงท่าทางของคุณด้วย

8 ความเผื่อแผ่ การกระทำของคุณส่งผลต่อจิตใจ หากเจ้าของเป็นอย่างไรสุนัขก็จะมีนิสัยคล้ายกัน หากคุณชอบดูแลมีน้ำใจ สุนัขของคุณเมื่อเจอผู้อื่นหรือสัตว์ตัวอื่นมันก็จะไม่ก้าวร้าว

9 ความกลัวและความเครียด มันรับรู้ได้ทันทีทันใดถึงคุณจะไม่ได้แสดงออกมา มันจะรีบเข้ามาอ้อนคุณและพยายามช่วยเหลือ 10 ความมุ่งมั่นตั้งใจ มันอ่านคุณออกและสามารถรับรู้ถึงความมุ่งมั่นของคุณ เช่น วันใดที่คุณจะพามันไปพบสัตวแพทย์หรือการโดนฉีดยามันรู้ได้ทันทีและจะหาทางแอบคุณ หรือหากคุณทำอะไรที่เป็นกิจวัตรประจำวันแปลกไปมันก็สัมผัสได้เช่นกัน

ที่มา: Thaiza

อาการมือสั่นเกิดจากอะไรและจะแก้ไขได้อย่างไร..ใครเคยเป็นลองอ่านดู


อาการมือสั่นเกิดจากอะไรและจะแก้ไขได้อย่างไร..ใครเคยเป็นลองอ่านดู

อาการมือสั่นเป็นปัญหาทั่วไปของผู้ใหญ่สาเหตุเกิดจากการหยุดชะงักในการทำงานของสมองซึ่งมีแนวโน้มมาจากครอบครัว และสาเหตุอื่นเช่น

- เงื่อนไขทางการแพทย์ เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานหนักผิดปกติและโรคฮันติงตัน

- ผลข้างเคียงจากยา โดยเฉพาะยาที่รักษาโรคหอบหืด โรคซึมเศร้า หรือการหยุดยาบางชนิด

- ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป ส่งผลต่อระบบประสาท

- น้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากเส้นประสาทและกล้ามเนื้อขาดการหล่อเลี้ยงนอกเหนือจากนั้นอาจเกิดจากการออกกำลังกายมากเกินไป

- เลิกแอลกอฮอล์ ร่างกายสั่นเพราะความต้องการ

- วิตกและเครียดเกินไป

แม้อาการมือสั่นจะไม่ได้คุกคามถึงชีวิตแต่จะส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันยากขึ้นเช่น การถือของ ถือแก้วน้ำ การกิน หรือกระทั่งการเขียน นอกเหนือจากสาเหตุต่างๆด้านบนอาการมือสั่นกำลังเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าระบบประสาทของคุณอาจกำลังเสื่อมถอยลง และนี่เป็นหนทางเบื้องต้นที่จะลดอาการมือสั่นได้

1 ควบคุมระดับความเครียด ด้วยการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นเวลา 10 นาที

2 ดื่มชาคาโมมายหรือน้ำมันคาโมมาย ดื่มชา 2-3 แก้วต่อวัน หรือหยดน้ำมันคาโมมายขณะอาบน้ำ หากใครทานยาเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้วิธีนี้

3 ออกกำลังมือ โดยหาลูกบอลพอดีมือบีบ-คลาย โดยค้างแต่ละท่าไว้ 5 วิแล้วค่อยๆปล่อยทำไป 10 ครั้งทุกๆวัน

4 โอเมก้า 3 รับประทานอาหารที่มีโอเมก้า3 จะช่วยเรื่องระบบประสาทรวมถึงน้ำมันตับปลา หากใครทานมังสะวิรัติให้ทานเมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดฟักทอง และวอลนัท

5 หลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีนและแอลกอฮอล์

ที่มา: Thaiza

เคล็ดลับที่ไม่เคยรู้มาก่อน เผาใบกระวานลดความเครียดได้

เคล็ดลับที่ไม่เคยรู้มาก่อน เผาใบกระวานลดความเครียดได้

ในแต่ละวันของคนเรามักมีความเครียดสะสมจากความรับผิดชอบหลายๆอย่างในชีวิตประจำวัน เรากำจัดปัญหานั้นทำได้ด้วยวิธีง่ายๆแม้จะเป็นวิธีที่ไม่คาดคิดมาก่อนก็ตาม เพียง 5 นาทีจะช่วยปรับระดับความเครียดให้ลดน้อยลง

ใบกระวาน มีถิ่นกำเนิดทางภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนเป็นสมุนไพรราคาไม่แพงที่พบได้ง่าย มักถูกนำมาใช้ทำน้ำมันหอมระเหยซึ่งถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย เจนดาดี้ มาลาโคฟ เป็นผู้ที่พบประโยชน์ของใบกระวาน ซึ่งคุณสมบัติของมันนั้นช่วยผ่อนคลายและบรรเทาความตึงเครียด เชฟหลายคนที่นำมันมาประกอบอาหารอาจไม่รู้สรรพคุณของมันด้วยซ้ำว่ายังสามารถต่อสู้กับความเครียดเรื้อรังในระยะยาวได้

วิธีการคือเพียงคุณนำใบกระวาน (สดหรือแห้ง) มาเผาในที่เขี่ยบุหรี่หรือจุดที่ปลอดภัย จากนั้นทิ้งไว้ 10 นาที คุณจะรู้สึกถึงบรรยากาศในห้องที่เปลี่ยนไป พร้อมความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น หรืออาจจะทำสปาในห้องน้ำไปด้วยสูดกลิ่นควันจากใบกระวาน จะช่วยบำรุงร่างกายและจิตใจของคุณ

ที่มา: Thaiza

นี่คือผลเสียจากการนอนหลับไม่เพียงพอ

 นี่คือผลเสียจากการนอนหลับไม่เพียงพอ

เวลาผ่านไปคนเรามีอายุเพิ่มขึ้นตามเราจึงควรใช้เวลาในแต่ละวันให้เต็มที่และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการนอน การนอนถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการทำงานของร่างกายและจิตใจ

ประชากรมากกว่าหนึ่งในสามไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพเป็นอย่างมากจะทำให้ร่างกายอ่อนล้าและเหนื่อยอยู่ตลอดเวลาซึ่งส่วนใหญ่อาการเมื่อยล้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของชาวตะวันตก ชาวอเมริกา 50-70 ล้านคนได้รับผลกระทบโดยมีความผิดปกติจากการนอนหลับเรื้อรังส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมอง ซึมเศร้า โรคเบาหวานและอาการเรื้อรังอื่นๆตามมา

การนอนหลับผิดปกตินั้นส่งผลเสียแก่การทำงานในแต่ละวัน พฤติกรรมรวมถึงความสัมพันธ์ในชีวิตอีกด้วย นอกจากนั้นกว่า 1500 รายมีอาการหลับในขณะขับรถ และเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุรถชน 100,000 ครั้งต่อปี การอดนอนเป็นปัญหาร้ายแรงในสหรัฐอเมริกาที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จึงเกิดคำถามว่าเราควรนอนกี่ชั่วโมงถึงจะเพียงพอ

คำตอบของแต่ละคนต่างกันออกไปบางคนนอนเพียง 4 ชั่วโมงตอนกลางคืนและยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติตลอดวัน ในความเป็นจริงไม่ควรต่ำกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันและต้องมีอาการหลับสนิท ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงต่อวันหากในระหว่างวันมีการนอนหลับในระยะสั้น 30 นาที ก็ถือว่าเป็นการนอนหลับเช่นกัน

อาการส่วนใหญ่ของคนที่นอนหลับไม่เพียงพอ

- ระหว่างวันจะมีอาการอ่อนล้า

- น้ำหนักเพิ่ม

- คาเฟอีนเป็นสิ่งจำเป็น

- หลับในขณะขับรถ

ควรแก้ไขอย่างไร

- จัดตารางชีวิตตัวเอง

- ฝึกการนอนให้อยู่ในช่วงเวลาเดิมเป็นประจำ

- ออกกำลังกายทุกวัน

- มีเตียงที่เหมาะสมแก่การนอนหลับอย่างสบาย

- ปิดโทรทัศน์

- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีนก่อนนอน

ที่มา: Thaiza

วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

6 ปัจจัยเสี่ยงและสัญญาณเตือน “โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่”


6 ปัจจัยเสี่ยงและสัญญาณเตือน “โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่”

เมื่อพูดถึงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่สามารถคร่าชีวิตของผู้คนได้ ส่วนใหญ่ต่างก็นึกถึงโรคมะเร็งเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งจากสถิติเมื่อปีพ.ศ.2538 พบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งมากถึงอันดับ 3 ในเพศหญิง และอันดับ 2 ในเพศชาย รวมถึงมีการตรวจพบโรคมะเร็งลำไส้ในระยะที่ 4 หรือระยะแพร่กระจายมากเป็นอันดับ 1 อีกด้วย

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งแต่ละชนิดจะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป สำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จะมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังต่อไปนี้

1 อาหาร การรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีสีแดงเป็นประจำ รวมถึงอาหารแปรรูปที่ผ่านกรรมวิธีและอาหารทอด ปิ้ง หรือย่าง อาหารที่มีรสเค็ม อาหารหมักดอง และรับประทานผักผลไม้น้อย

2 ออกกำลังกาย ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายจะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น

3 โรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งเต้านม และโรคมะเร็งรังไข่

4 อายุ สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็ก แต่จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีอายุมากกว่า 50 ปี

5 ประวัติการเจ็บป่วย ผู้ที่มีประวัติ Polyps หรือเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง และคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือ Polyps

6 โรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง เนื่องจากมักจะมีภาวะน้ำหนักตัวเกินนั่นเอง

อาการเตือนควรระวังเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

1 รู้สึกเหมือนปวดท้องอุจจาระ แต่เวลาถ่ายกลับไม่มีอุจจาระออกมา หรือถ่ายออกมาไม่หมด

2 ปวดท้องเป็นพักๆ หรือปวดๆ หายๆ

3 มีอาการท้องอืดหรือท้องแน่นตลอดเวลา

4 มีอาการท้องเสียสลับกับท้องผูก จึงทำให้ก้อนอุจจาระแข็งและเหลวสลับกัน รวมถึงอาจจะมีอาการถ่ายอุจจาระที่มีมูกเลือดปน

5 ขนาดอุจจาระเล็กกว่าปกติ

6 มีอาการคลื่นไส้และอาเจียน

ซึ่งเราจะสามารถสังเกตเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่อาการเริ่มต้นจะมาจากอุจจาระทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นหากเริ่มมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องและมีโอกาสหายได้มากขึ้นด้วยค่ะ

เรียบเรียงโดย: แชร์กันไป