วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ใครเป็นบ้าง กรดไหลย้อน ท้องอืด ลองสูตรน้ำต้มใบกะเพราดูนะช่วยได้


ใครเป็นบ้าง กรดไหลย้อน ท้องอืด ลองสูตรน้ำต้มใบกะเพราดูนะช่วยได้

กรดไหลย้อน ท้องอืด ไม่จำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาตลอด คุณรู้หรือไม่ว่าสมุนไพรไทยอย่างใบกะเพราะสามารถช่วยคุณได้ ในวันนี้เราจึงอยากมานำเสนอสูตรน้ำต้มใบกะเพราแก้กรดไหลย้อน ท้องอืด ทำได้อย่างไรนั้นตามมาดู

สรรพคุณของกะเพรา

- ช่วยขับลม

- เป็น Buffer ปรับสมดุลกรดในกระเพาะอาหาร

- มีส่วนช่วยเร่งการย่อยอาหาร ได้ผลดีเยี่ยมกับคนที่เป็นโรคในลำไส้เล็ก

- อาทิเช่น จุกเสียดในลำไส้เล็ก (โรคนี้เวลาเป็นความรู้สึกเหมือนถูกแทงด้วยหลาว นั่งอยู่ดีๆก็เจ็บเหมือนถูกแทง หรือถูกต่อย)

- น้ำกะเพรา เหมาะสำหรับคนที่เป็นกรดไหลย้อนที่มีอาการท้องอืดร่วมด้วยเป็นประจำ

สูตรน้ำกะเพราจาก นพ.เปี่ยมโชค ชลิดา มีวิธีการทำดังต่อไปนี้

- นำกะเพราทั้งลำต้นและใบ 1 กำประมาณ 1 ขีด มาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำจุลินทรีย์ EM (แช่ประมาณ 1 ชั่วโมง) หรือน้ำยาล้างผักเพื่อล้างยาฆ่าแมลงออก

- ทำการใส่น้ำ 2 – 3 ลิตรลงในหม้อ แล้วนำกะเพราใส่ลงไปทั้งหมด ทั้งลำต้นและใบ แล้วปิดฝาหม้อ โดยใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ต้มโดยใช้เวลาประมาณ 15 – 20 นาทีเมื่อน้ำเดือดให้ปิดแก๊สทันที (เกร็ดความรู้: หากคุณใช้ไฟอ่อน เกินไป ฤทธิ์ยาในกะเพราจะไม่ออกมา คุณควรกะปริมาณไฟที่ต้ม ให้น้ำเดือดภายใน 15 – 20 นาที)

- ถ้าน้ำกะเพราเย็นลงแล้ว หรือ ดื่มไม่หมด คุณไม่จำเป็นต้องอุ่นหรือต้มซ้ำ

- ให้คุณแช่เย็นไว้ดื่มแทน เพื่อที่จะไว้ดื่มได้หลายๆวัน (เกร็ดความรู้: สำหรับคนธาตุเย็นจะไม่ดื่มน้ำกะเพราเย็น แต่จะตั้งน้ำกะเพราทิ้งไว้ให้หายเย็นก่อน แล้วค่อยดื่ม เนื่ิองจากหลังรับประทานอาหาร ถ้าดื่มน้ำเย็นหรือทานของเย็นๆจะทำให้ท้องอืดอาหารไม่ย่อย)

หมายเหตุ

- ถ้าใช้กะเพราแดงจะได้ผลดีกว่ากะเพราแบบอื่น

- กะเพราเป็นสมุนไพรธาตุร้อน ถ้าคุณดื่มน้ำกะเพราไปแล้วเกิดอาการร้อนใน คุณต้องลดปริมาณน้ำกะเพราลง

- ถ้าหากมีอาการหนักให้ดื่มประมาณ 6 – 8 แก้ว

- หลังจากวันแรกที่ดื่ม ถ้าหากอาการทุเลาลงให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง ดื่มเฉพาะหลังอาหาร มื้อละ 1 – 2 แก้ว แต่ไม่ควรเกิน 4 แก้วต่อวัน

- ยาสมุนไพรไทย ต้องใช้เวลารักษานานถึงจะหายและต้องกินเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องทานยาเคมีสังเคราะห์เข้าช่วยเลย

การปฏิบัติตนสำหรับผู้ที่มีอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นเฟ้อ และกรดไหลย้อน มีดังต่อไปนี้

1 ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และไม่ควรทานลูกอมรสต่างๆ เช่น รสเปรี้ยว ที่ผสมสารสังเคราะห์

2 คุณไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดและเปรี้ยว แม้เพียงเล็กน้อยโดยเด็ดขาด

3 คุณไม่ควรรับประทานอาหารมันๆ เช่น กล้วยแขก มันทอด ปอเปี๊ยะทอด และของหมักดอง เช่น ผลไม้ดองต่างๆ

4 คุณไม่ควรรับประทานอาหารรสหวาน ที่มีน้ำตาลในปริมาณมากๆ อาทิเช่น ขนมหวาน, น้ำหวาน, น้ำอัดลม

5 คุณควรงดดื่มเหล้า และสูบบุหรี่ ชาและกาแฟก็ควรงด

6 คุณไม่ควรรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์เป็นจำนวนมากๆ ควรเลือกทานเนื้อปลา หรือถั่วแทน

7 คุณควรเลือกรับประทานผัก และควรเน้นเป็นผักต้ม (ผักสดควรรับประทานแต่น้อย) เพื่อให้มีการขับถ่าย ไล่ลมออกจุลินทรีย์ได้ทำงาน

8 คุณไม่ควรรับประทานผลไม้ประเภทย่อยยาก อาทิเช่น ฝรั่ง, มะม่วง

9 คุณควรเลือกทานผลไม้ประเภทย่อยง่ายและมีกากใยสูง อีกทั้งต้องไม่มีน้ำตาล ผลไม้ที่อยากแนะนำได้แก่ ส้ม ชมพู่ แตงไทย แคนตาลูป คุณไม่ควรทานฝรั่ง แตงโม แก้วมังกร มะเขือ เทศโดยเด็ดขาด

10 คุณควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ประมาณ 100-200 ครั้งต่อ 1 คำ หรือ 3 นาทีต่อ 1 คำ

11 คุณไม่ควรรับประทานอาหารจนเต็มกระเพาะอาหาร

12 คุณควรใช้เวลารับประทานอาหารในแต่ละมื้อประมาณ ½ - 1 ชั่วโมง

13 หลังจากการรับประทานอาหารเสร็จ คุณต้องดื่มน้ำเปล่าแต่น้อย หลังจากนั้นอีกประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงให้ดื่มน้ำกะเพรา เนื่องจากน้ำกะเพราจะช่วยขับลม และช่วยเร่งการ ย่อยอาหาร

14 ทำการแกว่งแขนหลังรับประทานอาหารเสร็จในแต่ละมื้อ ช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้มีการเคลื่อนไหว

15 ในตอนเย็นให้รับประทานอาหารย่อยง่ายๆเท่านั้น เช่น โจ๊ก, ข้าวต้ม 16. คุณควรเลือกทานอาหารเสริมประเภทเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้ ไม่ควรทานนมเปรี้ยวหรือโยเกริต์ เนื่องจากนมทำให้บางท่านท้องอืดได้

17 คุณต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น วิ่งทุกเช้า หรือวิ่งในช่วงเย็น อย่างน้อย 2.0 – 3.0 กิโลเมตร หรือเดินในช่วงเย็น เพื่อให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว

18 ต้องอดทนไม่ทานอาหารจุกจิก ไม่เป็นเวลา ไม่เป็นมื้อ

19 “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” มีเงินทำไม ถ้าไม่ได้ใช้เงินให้เกิดประโยชน์ จำให้ขึ้นใจ หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบถึงสูตรน้ำต้มใบกะเพราแก้กรดไหลย้อน ท้องอืดกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังได้ทราบถึงการปฏิบัติตนสำหรับผู้ที่มีอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นเฟ้อ และกรดไหลย้อนอีกด้วย ใครที่กำลังเป็นอยู่ก็ลองทำตามกันได้เลย

ข้อมูลจาก http://www.thaijobsgov.com/jobs/79040

วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แนะเคล็ดลับหน้าเด็กด้วยช้อนกินข้าวต้ม ใครอยากหน้าเด็กไม่อยากแก่ไวต้องอ่าน


แนะเคล็ดลับหน้าเด็กด้วยช้อนกินข้าวต้ม ใครอยากหน้าเด็กไม่อยากแก่ไวต้องอ่าน

วันนี้ผมต้องแก่ไวไปอีกวันหลังจากอารมณ์เสียใส่คนไข้ที่ไม่รู้รีบร้อนมาจากไหน ไม่ยอมต่อคิว เจอท่านนี้ไปอารมณ์เสียจริงๆ แต่เป็นสิ่งที่ ไม่ดีนะครับ พออารมณ์เสีย จิตใจจะแย่ไปด้วย เพลิงธาตุที่ชื่อ ชิรณัคคี จะเผากายเร่งให้แก่ไปใหญ่ หากใครไม่อยากแก่ไว เลิกอารมณ์เสียและเลิกนอนดึกนะครับ วันนี้ได้ข้อมูลดีๆจากเพื่อนหมอจีนท่านหนึ่ง(หมอหยก) ที่ให้ข้อมูลเรื่องการกำจัดริ้วรอยบนใบหน้าของสาวโบราณในวัง และกรุณาให้ภาพนี้มา ขอบคุณหมอหยกมากๆครับ

ภาพนี้เป็นหนึ่งในขั้นตอนการขูดผิวหน้า(กัวซา) ด้วยอุปกรณ์ที่มีความเย็นและไม่เป็นแหล่งเก็บไฟฟ้าสถิต หมอหยกบอกว่าดีที่สุดคือแผ่นหยก ถ้าไม่มีก็ใช้ช้อนกินข้าวต้ม(ช้อนที่เป็นกระเบื้อง) ก็ได้!!!

วิธีทำ

1. ทาผิวหน้าด้วยน้ำมันมะพร้าวให้ทั่ว (ใช้น้ำมันผมหงอกดีกว่าเยอะครับ เพราะฤทธิ์เย็นจากน้ำมันผมหงอกจะดึงความร้อนมาที่ผิวได้ไวกว่า เปิดรูขุมขนได้ดีกว่า และยังกระตุ้นการสร้างคลอลาเจนจากใบบัวบกอีกด้วยครับ)

2. ใช้ช้อนถูดผิวเบาๆ ตามภาพจากหมายเลข 1-23 ถือเป็น 1 set ทำทั้งหมด 3 set แล้วไปล้างหน้าตามปรกติ การขูดผิวเป็นศาสตร์ของจีนครับ ได้ผลดีมากกับผู้ที่มีภาวะโลหิตเป็นพิษ มีสิวฝ้า เป็นคนเหงื่อออกน้อย ทำให้ผิวพรรณไม่สวยงาม ไปจนถึงกลุ่มคนไข้ที่มีอาการภูมิแพ้ในเลือด เป็นผดผื่น ลมพิษ และเป็นรอยช้ำๆ ดวงๆ ส่วนมากเป็นในช่วงก่อนมีประจำเดือน

คนไข้ที่ต้องการรักษาสิวแบบโบราณ(จากจุดกำเนิด) ทานยาชำระพิษโลหิต(ยาขับพิษตับ,ตรีผลามหาพิกัด) และเพิ่มการขูดผิว ผลปรากฏว่า สิวหายเร็วขึ้น และไม่ค่อยกลับมาเป็นซ้ำอีก ข้อเสียคือ สิวจะเห่อมากในสัปดาห์แรกในรายที่รักษาสิวด้วยหมอแผนปัจจุบันมา....ต้องทำใจ ครับ!! วันนี้กลับจากทำงานเตรียมช้อนข้าวต้มมาขูดผิวหน้ากันครับ จะได้ไม่มีริ้วรอยก่อนวัย Share ได้ครับ

ข้อมูลสุขภาพจาก...คลินิกสมุนไพรหมอศุภการแพทย์แผนไทย

ขมก็กินเถอะมันดี ประโยชน์ 15 ข้อของ สะเดา สมุนไพรพื้นบ้าน ช่วยดีท็อกซ์สารพิษในเลือด ต้านมะเร็ง


ขมก็กินเถอะมันดี ประโยชน์ 15 ข้อของ สะเดา สมุนไพรพื้นบ้าน ช่วยดีท็อกซ์สารพิษในเลือด ต้านมะเร็ง

หวานเป็นลม ขมเป็นยา น่าจะตอบโจทย์สรรพคุณของพืชผักอย่างสะเดาได้เป็นอย่างดี สะเดาผักพื้นบ้านที่มีรสขม หลายๆ คนที่เคยได้ชิมน่าจะนึกภาพ ออกว่าขมมากแค่ไหน และครั้งแรกที่ได้ชิมรู้สึกเช่นไร แต่อย่าเพิ่งขยาดกลัวการกินสะเดาไปนะคะ เพราะหากว่าคุณได้รู้สรรพคุณว่าเป็นยาดีแค่ไหน คุณจะต้องเปลี่ยนใจแน่นอน!

1 ดีท็อกซ์สารพิษในเลือด ดื่มน้ำต้ม หรือชาชงใบสะเดาช่วยให้เลือดสะอาด ล้างพิษในกระแสเลือด ส่งเสริมการทำงานของตับ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยรักษาระดับของน้ำตาลในเลือด ส่งเสริมการไหลเวียนเลือด และสุขภาพของระบบทางเดินอาหาร

2 รักษาโรคทางผิวหนัง สารออกฤทธิ์ในใบสะเดา มีสรรพคุณ ต้านเชื้อโรคร้ายต่างๆ และต้านการอักเสบ โดยเฉพาะ Gedunin และ nimbidol ที่มีในใบสะเดา พบว่ามีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ ต้านเชื้อราสูง ช่วยทำลายเชื้อราที่เป็นสาเหตุเชื้อราที่เท้า เชื้อราที่เกิดขึ้นที่เล็บมือ หรือเล็บเท้า กลาก-เกลื้อน หิด เริม แผลจากโรคสะเก็ดเงิน(เชื้อแบคทีเรีย) ได้เป็นอย่างดี

3 รักษาไข้มาเลเรีย สารเคมีกลุ่มลิโมนอยด์ (Limonoids) ได้แก่ สารเกดูนิ และ นิมโบลิดี ในใบและเมล็ดสะเดา สามารถยับยั้งเชื้อฟัลซิปารัม (P.Falciparum) ซึ่งเป็นเชื้อไข้มาลาเรียดื้อยาชนิดหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ­­­ และสารนี้มีความเป็นพิษต่ำ

4 เป็นยารักษาโรคไขข้อ ขอบใบสะเดา เมล็ดสะเดา และเปลือกต้น เป็นส่วนที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคไขข้อได้ โดยช่วยลดอาการปวด และบวมในข้อมีการสกัดน้ำมันใช้ทาในบริเวณที่มีอาการปวดกล้ามเนื้­­­อ ปวดข้อ และอาการปวดหลังช่วงล่าง และรักษาอาการของโรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ โรคกระดูกพรุน

5 ช่วยย่อยอาหาร ใบสะเดา สามารถนำมาทำเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยได้ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำดี ที่จะมีผลให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น อีกทั้งน้ำดีที่ถูกกระตุ้นสร้างออกมานั้น จะช่วยย่อยอาหารประเภท­­­ไขมันได้ดีขึ้นด้วย

6 บำรุงสุขภาพช่องปาก สะเดาเป็นพืชที่มีสรรพคุณบำรุงเหงือกและฟัน จึงนิยมนำมาสกัดเป็นส่วนผสมในยาสีฟันทั่วไป จึงช่วยรักษาโรครำมะนาด โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก ลดอาการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก ช่องปากสุขภาพดี

7 ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง มีผลวิจัยบางชิ้นเผยว่า สารพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) และสารลิโมนอยด์ (Limonoids) ที่พบในเปลือก ใบ และผลสะเดา มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอก และมะเร็ง โดยไม่ก่อผลข้างเคียงใด ๆ

8 รักษารังแค รวมถึงอาการคันหนังศีรษะ โดยใช้น้ำต้มใบสะเดาล้างหลังสระผมแล้ว จะช่วยรักษารังแค กำจัดแบคทีเรียบนหนังศีรษะ แก้อาการคัน หนังศีรษะแห้งเป็นขุยได้

9 ป้องกันโรคเบาหวาน สะเดามีคุณสมบัติยับยั้งการผลิตอินซูลินได้กว่าร้อยละ 50 ป้องกันโรคเบาหวาน และยังช่วยปรับสมดุลความอยากอาหารได้อีกด้วย 10. ละลายเสมหะ แก้ไข้ แก้อาการเสมหะติดคอ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย ช่วยลดอาการไข้ได้

11 ช่วยเจริญอาหาร รสขมๆ ของสะเดาช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดี และช่วยให้ขับน้ำดีตกลงสู่ลำไส้มากขึ้น ทำให้ร่างกายเกิดความอยากอาหาร ทั้งยังช่วยย่อยอาหาร จึงทำให้ลำไส้ไม่ต้องทำงานหนัก อุจจาระละเอียดขับถ่ายคล่อง และช่วยให้นอนหลับสบาย

12 ต้านมะเร็ง ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย สะเดามีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ที่จะช่วยฟื้นฟู และชะลอความเสื่อมต่างๆ ของเซลล์จากการถูกทำร้ายของสารอนุมูลอิสระ ที่อาจพัฒนากลายเป็นเซลล์มะเร็ง

13 ล้างตาอักเสบ นำใบสะเดาสดประมาณ 10 นาที มาต้มน้ำ ทิ้งไว้ให้เย็นนำน้ำต้มมาล้างตา รักษาอาการเคืองตา ตาอักเสบ โรคติดเชื้อได้ดี

14 ป้องกันโรคหัวใจ ผลสะเดานำมาต้มน้ำ ดื่ม (ค่อยๆ จิบ) อย่างน้อยวันละครั้ง มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นปกติขึ้น ปรับสมดุลจังหวะการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ หัวใจจึงแข็งแรงขึ้น ป้องกันโรคหัวใจ

15 ลดการอักเสบของแผล ถอนพิษ ใบสะเดามีฤทธิ์เย็น ช่วยถอนพิษจากแมลงกัดต่อย ด้วยคุณสมบัติต้านเลือดแข็งตัว ต่อต้านการอักเสบ จึงช่วยลดการติดเชื้อในบาดแผล อย่างเช่น แผลอักเสบ แผลพุพอง แผลสด หรือแผลเปื่อย

ข้อควรระวัง

- ห้ามใช้น้ำมันสะเดาในเด็กแรกเกิด เพราะอาจเกิดการระคายเคืองได้

- ไม่ควรใช้ในผู้หญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร และผู้หญิงที่กำลังตั้งท้อง เนื่องจากจะทำให้ไม่มีน้ำนม

- คนเป็นโรคความดันโลหิตต่ำควรละเว้น เพราะสะเดามีคุณสมบัติลดน้ำตาลในเลือด อาจยิ่งทำให้เลือดไหลเวียนน้อยลง เป็นลม หมดสติ หรือวูบได้ง่าย

- สะเดามีรสขม จึงเป็นยาเย็น จึงไม่เหมาะกับคนธาตุเย็น เพราะจะยิ่งทำให้ท้องอืด เกิดลมในกระเพาะ

- คนเป็นโรคไตไม่ควรทานสะเดา เพราะสะเดาเป็นอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง

- คนที่เป็นโรคกระเพาะและโรคกรดไหลย้อนควรหลีกเลี่ยงหรือทานแต่น้อย เพราะรสขมเป็นรสที่ช่วยกระตุ้นสร้างน้ำย่อยให้ออกมาขึ้น

เชื่อแล้วล่ะค่ะ “สะเดา” ผักสมุนไพรพื้นบ้านของไทย มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากจริงๆ มีสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สะเดาต้นเดียวเป็นยาป้องกันและรักษาโรคได้สารพัด นอกจากนั้นยังมีการนำสะเดามาใช้ในการเกษตร ป้องกันและฆ่าแมลงศัตรูพืชได้ปลอดภัย ไร้สารเคมีต่อคนและสิ่งแวดล้อม ว่าแต่ว่า ..เมนูอาหารเย็นวันนี้ แอดมินจะจัดเมนูสะเดาน้ำปลาหวานหรือยำสะเดากุ้งสดดีนะ?

ข้อมูลจากไข่เจียว

อันตรายมาก สิ่งของ 6 ย่างนี้ห้ามใช้กับไมโครเวฟ รู้แล้วอย่าทำ


อันตรายมาก สิ่งของ 6 ย่างนี้ห้ามใช้กับไมโครเวฟ รู้แล้วอย่าทำ

1> พลาสติกและโฟม แต่ละชนิดมีอุณหภูมิที่ทำให้หลอมเหลวต่างกันไป หากนำพลาสติกที่มีจุดหลอมเหลวต่ำเข้าไมโครเวฟ จะทำให้เกิดการหลอมละลายของภาชนะจนเสียรูป และละลายลงไปในอาหาร ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงพลาสติกและโฟม หากจำเป็นต้องใช้ต้องสังเกตเครื่องหมายที่ติดอยู่กับภาชนะว่าสามารถนำเข้าเตาไมโครเวฟได้หรือไม่ และควรเลือกยี่ห้อที่ไว้วางใจได้เสมอ

2> ฟอยล์ห่ออาหาร ฟอยล์ห่ออาหารที่ทำมาจากอะลูมิเนียม สามารถลุกไหม้ในเตาไมโครเวฟได้ หากอาหารที่คุณต้องการจะอุ่นมีฟอยล์หุ้มอยู่ ต้องเอาออกจากห่อฟอยล์ก่อนนำอาหารเข้าเตาไมโครเวฟ

3> ภาชนะที่เป็นโลหะ เพราะคลื่นไมโครเวฟที่ผ่านไปถูกโลหะ จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าและความร้อนขึ้นบริเวณพื้นผิวนั้น โลหะจะเกิดความร้อนสูง และสามารถเกิดการลุกไหม้ขึ้นมาได้ อาจทำให้สารอื่น ๆ ที่มีอยู่ในภาชนะนั้นปะปนลงไปในอาหารได้ และควรระวังในการเลือกใช้ภาชนะอื่นๆ เพราะโลหะอาจแทรกอยู่ในเนื้อภาชนะในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ลวดลายต่างๆ และสีเงิน สีทองในขอบของถ้วยได้ด้วย

4> พลาสติกใสถนอมอาหาร พลาสติกชนิดบางที่ใช้ปิดภาชนะเพื่อป้องกันฝุ่นละอองตกลงไปในอาหาร เมื่อเราต้องการนำอาหารนั้นเข้าไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ ความเสี่ยงที่อาจจะมีได้คือ ความร้อนที่เกิดขึ้นจากไอน้ำหรือจากตัวอาหารจะลอยขึ้นไปที่พลาสติกบางนั้น และเกิดเป็นหยดน้ำเล็ก ๆ พลาสติกนั้นก็อาจเกิดการละลายของสารเคมีแล้วหยดลงไปในอาหารได้ หากจะอุ่นอาหารเพื่อรับประทานก็ควรนำพลาสติกนี้ออกก่อน

5> ฟองน้ำ การที่นำฟองน้ำเข้าไมโครเวฟเพื่อทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคนั้น เป็นเรื่องที่ต้องระวังให้มาก ฟองน้ำหลายชนิดมีส่วนผสมของสารสังเคราะห์ที่มีจุดหลอมเหลวหรือลุกไหม้ต่ำ เมื่อใส่ในไมโครเวฟแล้วอุ่นจนร้อนจะสามารถเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาได้ง่ายๆ ดังนั้นหากต้องการให้ฟองน้ำสะอาด ควรล้างด้วยน้ำยาล้างจานหรือสบู่ให้สะอาด บีบน้ำให้หมาด ๆ จึงนำไปตากแดดจนแห้งก็สามารถกำจัดเชื้อโรคได้

6> ภาชนะกระเบื้องเคลือบ เพราะไม่สามารถทนทานต่อความร้อนสูงหรือแรงดัน หากใช้ในการอุ่นอาหารสามารถแตกร้าวได้ และภาชนะกระเบื้องเคลือบหลายชนิดมีส่วนผสมของโลหะในส่วนที่เป็นลวดลาย ซึ่งอาจเกิดความร้อนสูงตรงจุดดังกล่าวทำให้ลุกไหม้ได้

มีข้อใดบ้างที่บ้านคุณยังใช้อยู่มั้ยคะ? การเลือกใช้ภาชนะใดกับไมโครเวฟนั้นจะปลอดภัยที่สุด ควรเป็นภาชนะที่ออกแบบมาใช้งานกับไมโครเวฟโดยเฉพาะเท่านั้นจะดีมากค่ะ นอกจากจะปลอดภัยต่อการใช้งานแล้ว ยังดีต่อคุณภาพอาหาร และที่สำคัญยังสามารถยืดอายุการใช้งานไมโครเวฟไปได้นานๆ อีกด้วยค่ะ

ข้อมูลและภาพ kaijeaw.com

กระจ่างเลย เปิดแอร์นอนในรถนานๆทำไมถึงถึงตายได้ บอกต่อกันไป


กระจ่างเลย เปิดแอร์นอนในรถนานๆทำไมถึงถึงตายได้ บอกต่อกันไป
Advertisements

เปิดแอร์นอนในรถขาดอากาศหายใจจึงเสียชีวิต ซึ่งจะสังเกตว่ารถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ไม่มีกลิ่นและเสียงเข้ามาภายในรถ เพราะมียางขอบประตู 2 ชั้นเพื่อป้องกันกลิ่นและเสียงที่จะเข้ามาในรถ ดังนั้นผลของการออกแบบรถยนต์สมัยใหม่จึงทำให้ลักษณะของห้องโดยสารภายในถูกตัดขาดจากอากาศภาย นอกโดยสิ้นเชิง ทำให้พื้นที่ในรถยนต์มีปริมาณของออกซิเจนค่อนข้างจำกัด เมื่อคนเราอาศัยออกซิเจนในการหายใจ หากอยู่ในรถยนต์แล้วไม่เกิดการหมุนเวียนอากาศภายในเลย ปริมาณออกซิเจนจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ ถ้าคนที่ยังไม่หลับก็จะหาวิธีทำให้ตัวเองไม่อึดอัดและหายใจสะดวกขึ้น ได้แก่ การเปิดกระจกรถยนต์หรือปรับโหมดเครื่องปรับอากาศรับอากาศภายนอกเข้ามา แต่ถ้าหลับจะไม่รู้สึกว่าออกซิเจนลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ กระทั่งหมดจึงทำให้เสียชีวิต

ส่วนรถยนต์รุ่นเก่า หรือรถที่ขอบยางเสื่อมสภาพแล้ว ยิ่งมีโอกาสเสียชีวิตได้หากเราไปจอดรถนอนหลับในสถานที่ปิด เช่น ลานจอดรถ เนื่องจากมี ก๊าชคาร์บอนมอนอกไซด์ เข้ามาภายในรถ ซึ่ง ก๊าชคาร์บอนมอนอกไซด์ จะไปรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายลดน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย สมองขาดออกซิเจน และถ้าได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอนไซด์ในปริมาณมากอาจทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดออกซิเจนเฉียบพลันถึงขึ้นเสียชีวิต ซึ่งรถยนต์รุ่นเก่าย้อนหลังไป 10 ปี ถ้าเป็นรถเก๋งจะใช้หัวเทียนจุดระเบิด การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์จึงเกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และก๊าซไฮโดรคาร์บอนที่ไม่ถูกเผาไหม้หรือเชื้อเพลิงที่ไม่ถูกเผาไหม้ ทั้ง 2 ตัวนี้เป็นแก๊สพิษ ทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้น

การเปิดกระจกรถแง้มไว้เล็กน้อยจะปลอดภัยกว่าหากจำเป็นต้องนอนในรถ เพราะปกติแล้วก๊าซจากท่อไอเสียมีอุณหภูมิสูงจึงทำให้ลอยสูง ถ้าจอดรถในที่โล่ง ๆ โอกาสที่มันจะลอยย้อนกลับเข้ามาในรถน้อยมาก แต่ … ถ้าจอดอยู่ในพื้นที่ปิด เช่น ลานจอดรถ ก๊าซลอยออกไปไหนไม่ได้จึงอบอวลอยู่ในนั้นและวิ่งกลับเข้ามาที่ห้องโดยสาร ทำให้มีโอกาสตายได้ถึงแม้จะแง้มกระจกไว้ก็ตาม นอกจากนี้ถ้าเราสังเกตดี ๆ รถรุ่นใหม่บางรุ่นจะมีการดีไซน์ท่อไอเสียติดขอบรถยนต์และคว่ำท่อบังคับทิศทางให้ไอเสียถูกกดลงพื้น ทำให้ไม่ลอยออกไปด้านบนและมุดเข้ามาใต้รถ ทำให้เราต้องสูดดมกลิ่นท่อไอเสียถ้าจอดอยู่เฉย ๆ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าในรถมีก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ที่จริงแล้ว มีเครื่องตรวจวัดระดับก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ แต่ไม่ใช่แบบติดตั้งในรถโดยตรง แต่สามารถตรวจวัดได้เช่นกัน โดยการกดที่เครื่องตรวจจับก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์แล้วมันจะแสดงตัวเลขขึ้นมาหรือวางไว้ในรถ

ถ้าค่าของก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ สูงหรืออยู่ในเกณฑ์อันตราย เครื่องจะมีเสียงเตือนค่ะ แต่ …ถ้าใครจะซื้อมาติดรถ ควรอ่านเอกสารประกอบการใช้ดีๆ เพราะเครื่องนี้ปกติเอาไว้ติดในตัวอาคาร ความไวช้ากว่าแบบที่ใช้กับรถ รู้แบบนี้แล้ว!!! หากใครขับรถทางไกลแล้วรู้สึกง่วง ควรจอดรถนอนหลับพักผ่อนประมาณ 30 – 40 นาที ในที่ ที่เหมาะสม เช่น ปั๊มน้ำมันที่มีไฟส่องสว่าง ที่สำคัญ ต้องดับเครื่องยนต์รถ และแง้มกระจกลงเล็กน้อยเพื่อทำให้เกิดการระบายอากาศภายในรถ รวมไปถึงควรปรับเบาะรถให้พอดีกับการนอนด้วยนะคะ

ขอบคุณข้อมูล : ASTVผู้จัดการรายวันความรู้แบบสนุกๆจากหมอแมว เดลินิวส์ศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ
Advertisements

อาการเท้าบวม อย่านิ่งนอนใจ อาจเป็นสัญญาณเตือน 7 โรคร้ายนี้ได้


อาการเท้าบวม อย่านิ่งนอนใจ อาจเป็นสัญญาณเตือน 7 โรคร้ายนี้ได้
Advertisements

อาการเท้าบวม เกิดจากสาเหตุหลายประการ แพทย์จำเป็นต้องให้การวินิจฉัยสาเหตุของอาการบวมที่เท้าให้ถูกต้องเสียก่อน จากนั้นจึงดำเนินการรักษาต่อไปตามแต่สาเหตุ หลักการวินิจฉัยขึ้นกับประวัติอาการเจ็บป่วยโดยละเอียด โรคประจำตัวของผู้ป่วย การตรวจร่างกายรวมทั้งอวัยวะที่เกี่ยวข้อง บางครั้งแพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจพิเศษเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคเมื่อมีข้อบ่งชี้บางประการ

สาเหตุ

1 โรคไต อาการบวมรอบตา บวมหน้า บวมเท้า สังเกตได้เวลาตื่นนอนหรือช่วงบ่ายๆ หรือมีกิจกรรมในท่ายืนนานๆ สังเกตได้ว่าแหวนหรือรองเท้าที่เคยใส่จะคับขึ้น เมื่อใช้นิ้วกดที่มือ และเท้าจะมีรอยกดบุ๋ม

2 โรคหัวใจ อาการขาบวมเกิดจากการที่ร่างกายมีเกลือโซเดียม และน้ำคั่งอยู่ในร่างกาย อาจเกิดจากโรคหัวใจบางชนิด อาการบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรังก็ให้อาการเช่นนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีอาการขาบวม แพทย์จำเป็นต้องตรวจหลายระบบเพื่อหาสาเหตุ แล้วจึงให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

3. โรคตับ อาการบวมที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคตับ มักเกิดขึ้นในระยะท้ายของโรค ร่วมกับอาการบวมน้ำที่ท้อง หรือที่เรียกว่าท้องมาน สาเหตุสำคัญเกิดจากภาวะโปรตีนต่ำในเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนชนิดอัลบูมิน ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการดึงน้ำกลับเข้าสู่หลอดเลือด โรคตับในระยะท้ายทุกชนิดทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ และพบได้บ่อยที่สุดในโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ

 4 โรคหลอดเลือดดำที่ขาอุดตัน มักเกิดกับผู้ประกอบ อาชีพที่ต้องพึ่งขาทั้งสองข้างเป็นหลัก เช่น ครู พยาบาล จราจร แม่ครัว ช่างเสริมสวย พนักงานขาย เป็นต้น อาชีพเหล่านี้ล้วนแต่ต้องใช้ขาทั้งสองข้างยืนอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ อย่างน้อยวันละ 4-6 ชั่วโมง การยืนอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการขาบวม เท้าบวม และปวดขา ซึ่งอาจเกิดจากกล้ามเนื้อขาเมื่อยล้า ถ้าได้นั่งพักหรือนวดเบาๆ บริเวณที่ปวดเมื่อย อาการอาจทุเลา หรือสลายไปได้ แต่ถ้าอาการปวดขาที่เกิดจากการผิดปกติในการทำงานของหลอดเลือดดำ ทำให้การไหลเวียนของเลือดกลับสู่หัวใจไม่สะดวก เกิดการคั่งค้างของเลือด ก็จะเกิดอาการอื่นๆ ร่วมกับอาการปวดขา เช่น อาจรู้สึกขาหนักถ่วงๆ เมื่อยล้า บวม ชา หรือร้อนวูบวาบในบางครั้ง มักเป็นตะคริวในเวลาเย็นหรือกลางคืน โดยที่อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำ จนกระทั่งรบกวนความรู้สึก และการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน อาการดังกล่าวถือเป็นอาการเริ่มต้น หรือสัญญาณเตือนของการเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดดำที่ขา ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ การเสื่อมสภาพของหลอดเลือดดำอาจมากขึ้นจนเห็นได้ชัด เช่น เส้นเลือดขอดอักเสบ แผลเรื้อรัง อาจเกิดลิ่มเลือดอุดตัน เป็นต้น

5 โรคเท้าช้าง คนที่มีอาการมักจะเกิดจากการที่ถูกยุงที่มีเชื้อพยาธิเท้าช้างกัดซ้ำหลายครั้ง อาการในระยะแรก ผู้ป่วยอาจมีไข้ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของต่อม และท่อน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ขาหนีบ หรืออัณฑะ เนื่องจากพยาธิตัวแก่ที่อยู่ในท่อน้ำเหลืองสร้างความระคายเคืองแก่เนื้อเยื่อภายใน รวมทั้งมีการปล่อยสารพิษออกมาด้วย อาการอักเสบจะเป็นๆหายๆ อยู่เช่นนี้ และจะกระตุ้นให้เกิดอาการบวมขึ้น หากเป็นนานหลายปีจะทำให้อวัยวะนั้นบวมโตอย่างถาวร และผิวหนังหนาแข็งขึ้นจนมีลักษณะขรุขระ ต่อมาต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาจะบวมแดง และเมื่อเป็นนานๆ ทำให้ผิวหนังบริเวณนี้หนา และขรุขระ ขาจะเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ อาการขาโตเกิดจากการที่มีพยาธิโรคเท้าช้างตัวแก่ที่ตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ได้เข้าไปอุดตันท่อน้ำเหลือง ทำให้เกิดการระคายเคืองในท่อน้ำเหลือง รวมทั้งปล่อยสารพิษที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ

6 โรคติดเชื้อ

7 โรคข้ออักเสบ เช่น โรคเก๊าต์ เอ็นอักเสบ พังผืดอักเสบ

การรักษาและข้อควรปฏิบัติ

1 หลักสำคัญการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ

2 ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมงทุกวัน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และป้องกันไม่ให้น้ำไหลลงไปคั่งที่ขา การออกกำลังกายที่ช่วยให้กล้ามเนื้อและหลอดเลือดแข็งแรง ได้แก่ ว่ายน้ำ วิ่ง ขี่จักรยาน แต่ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่รุนแรงเกินไป เช่น กระโดดสูง กระแทกเท้า

3 กินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี และฟลาโวนอยด์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของผนังหลอดเลือดฝอย

4 ลดการกินอาหารที่มีรสเค็ม และไม่ควรปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกินไป

5 ถ้าต้องยืนหรือนั่งนานๆ ควรขยับกล้ามเนื้อบริเวณ น่องบ่อยๆ เพื่อดันให้เลือดไหลกลับขึ้นมาด้านบน และลดอาการข้อเท้าบวม

6 ไม่ควรยืนนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ ถ้าจำเป็นควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ

7 หลีกเลี่ยงไม่ให้ขาสัมผัสกับความร้อน เช่น อาบน้ำที่ร้อนเกินไป ยืนบนพื้นร้อนๆ อาบแดดนานๆ

8 สวมรองเท้าสูงไม่เกิน 5 ซม.

9 ในกรณีที่ต้องยืนนานๆ ควรสวมถุงน่องที่ช่วยพยุง และกระชับกล้ามเนื้อขา ซึ่งมีแรงบีบรีดไม่น้อยกว่า 30 มิลลิเมตรปรอท และควรสวมตั้งแต่เท้าจนถึงเหนือเข่า

10 ยกเท้าสูงประมาณ 45 องศาขณะนอนพัก จนกระทั่งรู้สึกสบายขึ้น จึงนอนต่อในท่าปกติ

ข้อมูลเพิ่มเติมสำคัญ ที่ช่วยในการวินิจฉัยโรค

1 เท้าที่บวมมีอาการปวด แดง หรือร้อน ร่วมด้วยหรือไม่ หรือลองกดดูว่าเจ็บหรือไม่

2 เท้าบวมทั้งสองข้าง หรือข้างเดียว

3 บวมเฉพาะที่หลังเท้า หรือบวมเลยขึ้นมาถึงหน้าแข้ง

4 บวมเวลาใดมากเป็นพิเศษ เช่น ตอนเช้าตื่นนอนไม่ค่อยบวม ตกเย็นจะบวมมาก หรือว่าบวมเท่าๆ กันทั้งวัน

อ้างอิง หนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 120 พฤศจิกายน 2553 โดย นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
Advertisements

สาธารณสุขเตือน ล้างแอร์บ้าง ถ้าไม่อยากเสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ


สาธารณสุขเตือน ล้างแอร์บ้าง ถ้าไม่อยากเสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ
Advertisements

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยแอร์มีความชื้น ทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค แนะควรล้างแอร์เป็นประจำ เพราะหากได้รับเชื้อสะสมเป็นเวลานานอาจเสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ

นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าร้อน หลายคนต้องเปิดแอร์เพื่อคลายความร้อนในเวลากลางวันและกลางคืน อาทิ ที่ทำงาน ที่บ้าน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ซึ่งอาจแฝงไปด้วยภัยร้าย เพราะในแอร์มีความชื้นทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา

โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลา ซึ่งหากหายใจเอาฝอยละอองน้ำที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อนเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยลักษณะอาการมี 2แบบคือ แบบปอดอักเสบรุนแรง มีไข้สูง ไอ หนาวสั่น เรียกว่าโรคลิเจียนแนร์ และแบบที่มีลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ เรียกไข้ปอน ตีแอกหรือปอนเตียก

นายแพทย์วชิระ กล่าวต่อว่า แอร์แบบระบบรวม ควรเปิดน้ำทิ้งจากหอหล่อเย็นให้แห้งเมื่อไม่ได้ใช้ ทำความสะอาดขัดถูคราบไคลตะกอน เติมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อฆ่าเชื้อรา และทำความสะอาดหอหล่อเย็นอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเดือน ไม่ให้มีตะไคร่เกาะ ทำลายเชื้อโดยใส่คลอรีนให้มีความเข้มข้น 10 ppm (10 ส่วนในล้านส่วน) เข้าท่อที่ไปหอผึ่งเย็นให้ทั่วถึงทั้งระบบไม่น้อยกว่า 3-6 ชั่วโมง หลังจากนั้นรักษาระดับคลอรีนให้ความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 0.2 ppm (0.2 ส่วนในล้านส่วน) และแอร์ในห้องพักต้องทำความสะอาด ถาดรองน้ำที่หยดจากท่อคอยส์เย็นทุก 1-2 สัปดาห์ ไม่ให้มีตะไคร่เกาะหรือใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน

ตามมาตรฐานประกาศกรมอนามัย เรื่อง ข้อปฏิบัติการควบคุมเชื้อลิจิโอเนลลาในหอผึ่งของอาคารในประเทศไทย และสำหรับแอร์ที่ใช้ตามบ้านเรือนเมื่อเปิดแอร์ควรสังเกตว่าอากาศที่ออกมาจากแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นอับหรือไม่ หากมีกลิ่น ในเบื้องต้นควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศที่อยู่ในแอร์ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หากล้างทำความสะอาดแล้วกลิ่นไม่หาย ควรเรียกช่างเพื่อทำความสะอาดแบบเต็มระบบ

“ทั้งนี้ การล้างทำความสะอาดแอร์ควรทำเป็นประจำ โดยดูตามความเหมาะสมจากสภาพแวดล้อมและการใช้งาน หากเป็นแผ่นกรองอากาศควรล้างด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแล้วใช้น้ำฉีดแรงๆ ที่ด้านหลัง ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่นให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกหลุดออกอย่างน้อยเดือนละครั้ง และควรล้างแอร์แบบเต็มระบบอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้งเช่นเดียวกัน แต่หากใช้เป็นประจำทุกวัน ควรล้างทำความสะอาดประมาณ 6 เดือนต่อครั้ง เพราะนอกจากจะช่วยลดเชื้อโรคที่อาจสะสมอยู่ในแอร์แล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : thaihealth.or.th โดย gidanan ganghair, เว็บไซต์สาธารณะสุข
Advertisements