วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

5 กิโล ใน 1 สัปดาห์ เผยสูตรลับที่นางเองคนนี้ใช้ ลดได้จริง


5 กิโล ใน 1 สัปดาห์ เผยสูตรลับที่นางเองคนนี้ใช้ ลดได้จริง

เบนซ์-พรชิตา ณ สงขลา ออกตัวว่าเป็นนางเอกช่างกิน แต่ที่ไม่อ้วนก็เพราะมีสูตรเด็ดไว้ค่อยควบคุมน้ำหนัก แถมสูตรนี้ยังฮิตในบรรดานางเอกช่อง 3 อีกด้วย บรรดาสาวๆ ที่อยากหุ่นดีไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

เบนซ์ไม่ได้เน้นบำรุงผิวมาก เพราะใส่ใจเรื่องกินมากกว่า เบนซ์กับพี่ชายชอบหาเมนูสุขภาพที่ต้องมีผักและผลไม้มาลองทำกัน บางครั้งจะออกไปกินอาหารนอกบ้านกับพี่มิกซ์-บรมวุฒิ เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพและอร่อย บางช่วงกินเพลินจนน้ำหนักเพิ่ม ก็ต้องนำสูตรลดความอ้วนมาใช้

สูตรนี้ทำแล้วเห็นผลดี ลดอ้วนได้โดยไม่ต้องอดอาหาร เบนซ์แนะนำเพื่อนๆ ดาราช่อง 3 หลายคนให้ลองทำ ล่าสุด นานา ไรบีนา กินสูตรนี้ก่อนที่จะถ่ายแบบชุดว่ายน้ำค่ะ

สูตรลดอ้วนแบบเบนซ์

เมนูลดน้ำหนักสูตรนี้ใช้บ่อยเวลาที่ต้องการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน ทำอาทิตย์เดียวลดได้ 5 กิโลกรัม หากทำซ้ำ 2 รอบจะลดได้ถึง 7 กิโลกรัม ควรกินน้ำอย่างน้อย 2 แก้วก่อนกินอาหารทุกมื้อ และทำติดต่อกันไม่เกิน 2 อาทิตย์

วันที่ 1 เช้า โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย เที่ยง ไข่ต้ม 2 ฟอง เย็น สลัดผักน้ำใส

วันที่ 2 เช้า น้ำผลไม้คั้น 1 แก้ว เที่ยง ไข่ต้ม 2 ฟอง เย็น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย

วันที่ 3 เช้า โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย เที่ยง เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม เย็น สับปะรด 1 ชิ้น

วันที่ 4 เช้า น้ำผลไม้คั้น 1 แก้ว เที่ยง ส้มตำ-ไก่ย่าง เย็น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย

วันที่ 5 เช้า น้ำผลไม้คั้น 1 แก้ว เที่ยง สลัดผักน้ำใส + ไก่ย่าง เย็น สลัดผักน้ำใส

วันที่ 6 เช้า น้ำผลไม้คั้น 1 แก้ว เที่ยง ปลานึ่งหรือปลาย่าง (ไม่จำกัด) เย็น นมสดรสจืด 1 แก้ว

วันที่ 7 เช้า ข้าว 1 ทัพพี + ไข่ต้ม 1 ฟอง เที่ยง เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม เย็น สับปะรด 1 ชิ้น

สาวๆลองกันดูนะคะ นับว่าเป็นสูตรที่ไม่ค่อยทรมานมากและน่าจะได้ผลดีทีเดียว.

ที่มา - http://www.thaijobsgov.com/jobs=37543

เผยวิธีแก้ส้วมตันแบบง่ายๆแบบไม่ต้องออกแรงเลย เพียงแค่ทำแบบนี้


เผยวิธีแก้ส้วมตันแบบง่ายๆ แบบไม่ต้องออกแรงเลย เพียงแค่ทำแบบนี้

ปัญหาข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำเอาหลายๆ คนปวดหัว หนึ่งในนั้นคงนี้ไม่พ้นปัญหา “ส้วมตัน” หรือ “ชักโครกที่กดไม่ลง” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก

บางคนก็ต้องหาที่ดูดส้วมมาปั๊มสิ่งที่อุดตันอยู่ออกไป จะมีใครบ้างล่ะที่อยากรับหน้าที่นี้ เราจึงมีเคล็บลับการแก้ส้วมตันแบบง่ายๆ ที่ใช้เพียงน้ำยาล้างจานเท่านั้นมาฝากกัน

1. หากชักโครกคุณเกิดตันขึ้นมา ให้ลองเทน้ำยาล้างจานลงไปในชักโครกที่ตันประมาณหนึ่ง ซึ่งน้ำยาล้างจานจะหนักกว่าน้ำ มันจะทิ้งตัวลงสู่ด้านล่างทันที

2. เมื่อเทน้ำยาล้างจานลงไปแล้ว ให้ทิ้งมันไว้ซักประมาณ 20-30 นาที น้ำยาล้างจานจะค่อยๆ ไหลซึมไปกับสิ่งที่อุดตันอยูาภายใน ทำให้สิ่งอุดตันลื่นมากขึ้น และจะหลุดออกไปง่าย

3. เสร็จแล้วให้เทน้ำร้อนลงไปหนึ่งกระบอก น้ำยาล้างจานและสิ่งที่อุดตันที่ติดอยู่จะหลุดออกไปด้านล่าง ซึ่งชักโครกของคุณก็จะหายตัน สุดท้ายเพียงกดชักโครกลงไปเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ง่ายใช่มั้ยล่ะ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก kiitdoo

แจกสูตรเด็ดไข่ลูกเขย พร้อมวิธีทำครบทุกขั้นตอน ลองเอาไปทำดู


แจกสูตรเด็ดไข่ลูกเขย พร้อมวิธีทำครบทุกขั้นตอน ลองเอาไปทำดู

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. ไข่ไก่หรือไข่เป็ด 6 ฟอง

2. น้ำมะขามเปียก 3/4 ถ้วยตวง

3. น้ำตาล 1/4 ถ้วยตวง

4. น้ำปลา 1/4 ถ้วยตวง

5. น้ำมัน 1/4 ถ้วยตวง

6. หอมแดงซอยบางๆ 10-15 ลูก

7. ผักชี (สำหรับแต่งหน้าอาหาร)

วิธีการทำไข่ลูกเขย

1. นำไข่ไก่หรือไข่เป็ดมาทำการต้ม จากนั้นให้แกะเปลือกไข่ออกและพักทิ้งไว้

2. ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้้งไฟร้อนปานกลาง นำไข่ที่ต้มแล้วลงไปทอดจนผิวเริ่มกรอบและเป็นสีเหลือง เสร็จแล้วนำไข่มาพักทิ้งไว้

3. นำน้ำมันที่เหลือในกระทะ นำไปตั้งไฟ

4. ใส่หอมแดงลงไปทอดจนเหลืองกรอบ (ระวังไหม้) จากนั้นนำออกมาสะเด็ดน้ำมัน

5. นำน้ำมันส่วนที่เหลือจากการทอดไข่และเจียวหอมแดง นำไปตั้งไฟ

6. ใส่น้ำตาล, น้ำมะขามและน้ำปลา ปรุงรสจนได้รสชาติที่เราต้องการ (รสชาติดั้งเดิมจะมีรสหวานและเปรี้ยวพอๆกัน)

7. ทำการหั่นไข่ที่พักทิ้งไว้ในข้อ2 มาจัดเรียงไว้ในจาน

8. จากนั้นราดด้วยน้ำราดที่จัดทำไว้เรียบร้อยแล้ว โรยหน้าด้วยหอมเจียวและผักชี เท่านี้ก็พร้อมเสริฟ

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ไม่อยากใช่ไหมละกับการทำไข่ลูกเขยที่แสนอร่อย แถมวิธีการทำก็แสนง่าย แล้วเราจะรออะไรกันอยู่ จัดเตรียมวัตถุดิบและทำตาทวิธีการทำด้านบนกันได้เลย

อ้างอิง...http://www.littleza.com/2016/05/blog-post.html

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สาวๆต้องอ่าน แจกสูตรมาส์กไข่ขาวกระชับหน้าอก..อกตึงภายใน 7 วัน


สาวๆต้องอ่าน แจกสูตรมาส์กไข่ขาวกระชับหน้าอก..อกตึงภายใน 7 วัน

แรงดึงดูดของโลกสามารถดึงดูดทุกสิ่งลงสู่ด้านล่างได้เสมอ รวมไปถึงร่างกายของเราที่มักจะหย่อนยานตามวัยไปด้วย โดยเฉพาะหน้าอกซึ่งเป็นส่วนที่สาวๆมีความกังวลใจเป็นอย่างสูง ว่าเมื่อแก่ตัวไปมันจะเหี่ยว หย่อน หรือยานก่อนวัยอันควรหรือไม่ สำหรับปัญหานี้ บางคนเลือกที่จะแก้ไขด้วยการสวมชุดชั้นในเพื่อยกกระชับ หรือใช้วิธีทางการแพทย์เพื่อย้อนรอยความสาวให้กลับคืนมา แต่ก็ใช่ว่าวิธีเหล่านี้จะสามารถซ่อนความจริงจากความรู้สึกของตัวเราเองได้ทั้งหมด

วันนี้เราจึงอยากจะมาแนะนำสูตรยกกระชับหน้าอก ที่จะช่วยให้หน้าอกของคุณยังคงอวบอิ่มและอึ๋มได้เหมือนเดิมแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม ซึ่งวิธีที่ว่านี้ทำได้โดยการใช้มาส์กง่ายๆที่ทำเองได้เองที่บ้าน ไม่ว่าคุณจะเป็นสาวคัพไหนก็สามารถยกกระชับได้ทั้งหมด ถ้าไม่เชื่อต้องมาลองดูวิธีนี้กันเลยค่ะ

สูตรมาส์กหน้าอกเพิ่มความกระชับ

ส่วนผสมสูตรมาส์กหน้าอก

1. วิตามินอี 1 ช้อนโต๊ะ (หากไม่สามารถหาวิตามินอีในรูปของเหลวได้ อาจใช้เป็นวิตามินในรูปแคปซูลแทนได้)

2. น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

3. ไข่ 1 ฟอง (ใช้เฉพาะไข่ขาว)

ขั้นตอนการมาส์กหน้าอก

1. ผสมวิตามินอี น้ำผึ้ง และไข่ขาว ลงในชามผสมเดียวกัน กวนให้ส่วนผสมเข้ากันได้ดี

2. นำครีมที่ได้มาชโลมไว้บนหน้าอกแล้วนวดวนเบา ๆ นวดจนส่วนผสมสามารถซึมซาบลงไปใต้ผิวหนังได้หมด โดยใช้เวลานวดประมาณ 3-5 นาที

3. เมื่อนวดจนส่วนผสมซึมซาบลงไปหมดแล้ว ให้ใส่บราเก่า ๆ เพื่อพยุงหน้าอกให้ยกขึ้น แต่ต้องอย่าใส่ให้แน่นจนเกินไป ปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้อีกประมาณ 30-40 นาที

4. ถอดบราออก อาบน้ำล้างร่างกายให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น

ลองทำเช่นนี้ทุกวันจะรู้สึกได้ว่า หน้าอกจะเริ่มกระชับขึ้นและเห็นผลทันทีใน 1 สัปดาห์

คำแนะนำและข้อควรระวัง

1. หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรไม่ควรทำวิธีนี้

2. ส่วนผสมที่เตรียมไว้ต้องใช้เลยทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน เพราะประสิทธิภาพในการยกกระชับจะต่ำลง

3. สูตรนี้ช่วยกระชับหน้าอกเท่านั้น ไม่ได้เป็นการเพิ่มขนาดหน้าอกแต่อย่างใด แต่การมีหน้าอกที่กระชับมากขั้น ย่อมช่วยให้คุณดูดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน

นี่เป็นเพียงวิธีการง่ายๆที่จะช่วยกระชับหน้าอกของคุณสาวๆให้เต่งตึงได้ตลอดเวลา ที่เปิดโอกาสให้คุณทุกคนสามารถลองนำเอาวิธีนี้ไปใช้กันได้เลยเต็มที่ หากทำได้บ่อยๆรับรองว่าคุณจะมีหุ่นที่สวยทั้งภายนอกและภายในได้แน่ๆค่ะ

ที่มา - http://www.thaijobsgov.com/jobs=38431

สาวๆต้องอ่าน แจกสูตรมาส์กไข่ขาวกระชับหน้าอก..อกตึงภายใน 7 วัน


สาวๆต้องอ่าน แจกสูตรมาส์กไข่ขาวกระชับหน้าอก..อกตึงภายใน 7 วัน

แรงดึงดูดของโลกสามารถดึงดูดทุกสิ่งลงสู่ด้านล่างได้เสมอ รวมไปถึงร่างกายของเราที่มักจะหย่อนยานตามวัยไปด้วย โดยเฉพาะหน้าอกซึ่งเป็นส่วนที่สาวๆมีความกังวลใจเป็นอย่างสูง ว่าเมื่อแก่ตัวไปมันจะเหี่ยว หย่อน หรือยานก่อนวัยอันควรหรือไม่ สำหรับปัญหานี้ บางคนเลือกที่จะแก้ไขด้วยการสวมชุดชั้นในเพื่อยกกระชับ หรือใช้วิธีทางการแพทย์เพื่อย้อนรอยความสาวให้กลับคืนมา แต่ก็ใช่ว่าวิธีเหล่านี้จะสามารถซ่อนความจริงจากความรู้สึกของตัวเราเองได้ทั้งหมด

วันนี้เราจึงอยากจะมาแนะนำสูตรยกกระชับหน้าอก ที่จะช่วยให้หน้าอกของคุณยังคงอวบอิ่มและอึ๋มได้เหมือนเดิมแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม ซึ่งวิธีที่ว่านี้ทำได้โดยการใช้มาส์กง่ายๆที่ทำเองได้เองที่บ้าน ไม่ว่าคุณจะเป็นสาวคัพไหนก็สามารถยกกระชับได้ทั้งหมด ถ้าไม่เชื่อต้องมาลองดูวิธีนี้กันเลยค่ะ

สูตรมาส์กหน้าอกเพิ่มความกระชับ

ส่วนผสมสูตรมาส์กหน้าอก

1. วิตามินอี 1 ช้อนโต๊ะ (หากไม่สามารถหาวิตามินอีในรูปของเหลวได้ อาจใช้เป็นวิตามินในรูปแคปซูลแทนได้)

2. น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

3. ไข่ 1 ฟอง (ใช้เฉพาะไข่ขาว)

ขั้นตอนการมาส์กหน้าอก

1. ผสมวิตามินอี น้ำผึ้ง และไข่ขาว ลงในชามผสมเดียวกัน กวนให้ส่วนผสมเข้ากันได้ดี

2. นำครีมที่ได้มาชโลมไว้บนหน้าอกแล้วนวดวนเบา ๆ นวดจนส่วนผสมสามารถซึมซาบลงไปใต้ผิวหนังได้หมด โดยใช้เวลานวดประมาณ 3-5 นาที

3. เมื่อนวดจนส่วนผสมซึมซาบลงไปหมดแล้ว ให้ใส่บราเก่า ๆ เพื่อพยุงหน้าอกให้ยกขึ้น แต่ต้องอย่าใส่ให้แน่นจนเกินไป ปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้อีกประมาณ 30-40 นาที

4. ถอดบราออก อาบน้ำล้างร่างกายให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น

ลองทำเช่นนี้ทุกวันจะรู้สึกได้ว่า หน้าอกจะเริ่มกระชับขึ้นและเห็นผลทันทีใน 1 สัปดาห์

คำแนะนำและข้อควรระวัง

1. หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรไม่ควรทำวิธีนี้

2. ส่วนผสมที่เตรียมไว้ต้องใช้เลยทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน เพราะประสิทธิภาพในการยกกระชับจะต่ำลง

3. สูตรนี้ช่วยกระชับหน้าอกเท่านั้น ไม่ได้เป็นการเพิ่มขนาดหน้าอกแต่อย่างใด แต่การมีหน้าอกที่กระชับมากขั้น ย่อมช่วยให้คุณดูดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน

นี่เป็นเพียงวิธีการง่ายๆที่จะช่วยกระชับหน้าอกของคุณสาวๆให้เต่งตึงได้ตลอดเวลา ที่เปิดโอกาสให้คุณทุกคนสามารถลองนำเอาวิธีนี้ไปใช้กันได้เลยเต็มที่ หากทำได้บ่อยๆรับรองว่าคุณจะมีหุ่นที่สวยทั้งภายนอกและภายในได้แน่ๆค่ะ

ที่มา - http://www.thaijobsgov.com/jobs=38431

แนะวิธีแก้ โรคปวดศีรษะจากความเครียด ปวดตื้อๆ หนักๆ ที่ขมับ ใครเป็นอยู่ต้องอ่าน


แนะวิธีแก้ โรคปวดศีรษะจากความเครียด ปวดตื้อๆ หนักๆ ที่ขมับ ใครเป็นอยู่ต้องอ่าน

โรคปวดศีรษะจากความเครียด เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ มักจะมีอาการปวดศีรษะต่อเนื่องนานเป็นวันๆ จนถึงเป็นสัปดาห์ หรือเป็นแรมเดือน โดยจะปวดพอรำคาญ หรือทำให้รู้สึกไม่สุขสบาย และจะปวดอย่างคงที่ ไม่แรงขึ้นกว่าวันแรกๆ ที่ปวด จัดว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด แต่จะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง

ชื่อภาษาไทย โรคปวดศีรษะจากความเครียด โรคปวดศีรษะแบบตึงเครียด

ชื่อภาษาอังกฤษ Tension-type headache (TTH), Tension headache, Muscle contraction headache, Psychogenic headachen

สาเหตุ

อาการปวดศีรษะของผู้ป่วยโรคนี้เป็นผลมาจากมีการเกร็งตัว ตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและใบหน้า ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุและกลไกของการเกิดโรคอย่างแน่ชัด สันนิษฐานว่าเกิดจากมีสิ่งเร้ากระตุ้นที่กล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณรอบกะโหลกศีรษะ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการทำงานของระบบประสาทขึ้นตรงประสาท

ส่วนกลาง (อาจเป็นบางส่วนของไขสันหลัง หรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ที่เลี้ยงบริเวณศีรษะและใบหน้า) แล้วส่งผลกลับมาที่กล้ามเนื้อรอบกะโหลกศีรษะ ทำให้เกิดการเกร็งตัว ตึงตัวของกล้ามเนื้อดังกล่าว รวมทั้งอาจมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมี (เช่น เอนดอร์ฟิน ซีโรโทนิน) ในเนื้อเยื่อดังกล่าว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ส่วนใหญ่มักพบว่ามีสาเหตุกระตุ้น ได้แก่ ความ เครียด หิวข้าวหรือกินข้าวผิดเวลา อดนอน ตาล้าตาเพลีย (จากใช้สายตามากเกิน)

นอกจากนี้ ยังพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีโรควิตกกังวล ซึมเศร้า ความผิดปกติทางอารมณ์ หรือการปรับตัว บางครั้งอาจพบร่วมกับโรคปวดศีรษะไมเกรน

การแยกโรค

อาการปวดศีรษะที่เป็นต่อเนื่องกันเป็นวันๆ ขึ้นไป ควรแยกออกจากสาเหตุอื่น เช่น

1. ไมเกรน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตุบๆ ที่ขมับข้างเดียว (ส่วนน้อยเป็นพร้อมกัน 2 ข้าง) คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่า นาน 4-72 ชั่วโมง มักจะเป็นๆ หายๆ ทุกครั้งที่มีอาการกำเริบ มักจะเกิดจากสิ่งกระตุ้น เช่น แสง เสียง กลิ่น อดนอน อดข้าว อากาศร้อนหรือเย็นจัด อาหารบางชนิด เหล้า ผงชูรส โดยมากจะเริ่มเป็นตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะจากความเครียดร่วมด้วย

2. เนื้องอกสมอง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดทั่วศีรษะ ปวดมากเวลาตื่นนอนตอนเช้า พอสายๆ ก็ทุเลาไป ไม่ปวดต่อเนื่องทั้งวัน อาการดังกล่าวจะเป็นแรงขึ้นทุกวันจนผู้ป่วยต้องสะดุ้งตื่นตอนเช้ามืดเพราะรู้สึกปวด และจะปวดนานขึ้นทุกวัน จนในที่สุดจะปวดตลอดเวลา ซึ่งกินยาแก้ปวดไม่ทุเลา ในระยะต่อมาอาจมีอาการอาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนแรง ชัก ความจำเสื่อม บุคลิกภาพเปลี่ยนไป จากเดิม

3. โรคทางสมองอื่นๆ เช่น เลือดออกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วย จะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงและอาเจียน ตั้งแต่วันแรกๆ ที่ปวด บางคนอาจมีไข้สูง ซึม ชัก ร่วมด้วย

4. ต้อหินชนิดเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาและศีรษะข้างเดียวอย่าง รุนแรงและฉับพลันทันที ตาพร่ามัว แสบตาข้างที่ปวด จะมีสิ่งรบกวน ตาแดงๆ ตรงบริเวณตาขาว (รอบๆ ตาดำ) อาการปวดจะเป็นต่อเนื่องเป็นวันๆ ซึ่งกินยาแก้ปวดก็ไม่ทุเลา

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้จากลักษณะอาการ และประวัติเกี่ยวกับความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ การคร่ำเคร่งกับงาน

นอกจากมีอาการไม่ชัดเจนและสงสัยเป็นโรคเกี่ยว กับสมอง จึงจะส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพ สมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผู้ป่วยและญาติจึงควรบอกเล่าประวัติ และอาการ เจ็บป่วยอย่างละเอียด เช่น ปัญหาครอบครัว (สามีมีภรรยาน้อย เล่นการพนัน การทะเลาะกัน) ปัญหาการงาน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ถูกต้อง และไม่หลงไปส่งตรวจพิเศษให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น

การรักษา

แพทย์จะให้การรักษาโดยให้ยาบรรเทาปวดร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อหรือยากล่อมประสาท ถ้าพบว่ามีโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าร่วมด้วย ก็จะให้การรักษาภาวะเหล่านี้ไปพร้อมกัน และอาจให้การ รักษาด้วยวิธีอื่นร่วมไปด้วย เช่น กายภาพบำบัด เทคนิคการผ่อนคลาย การทำจิตบำบัด การกระตุ้นประสาทด้วยไฟฟ้า การฝังเข็ม เป็นต้น

ในรายที่มีอาการกำเริบมากกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และแต่ละครั้งปวดนานมากกว่า 3-4 ชั่วโมง หรือปวดรุนแรง หรือต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยมาก แพทย์อาจให้ ผู้ป่วยกินยาป้องกัน เช่น อะมิทริปไทลีน หรือฟลูออกซีทีน ทุกวันติดต่อกันนาน 1-3 เดือน

ภาวะแทรกซ้อน

โรคนี้ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงแต่อย่างใด นอกจากทำให้วิตกกังวล ไม่สุขสบาย และอาจสิ้นเปลืองเงินทองและเวลาในการแสวงหาบริการ ซึ่งผู้ป่วยและญาติมักคิดว่าเป็นโรคร้ายแรง จึงย้ายโรงพยาบาลที่รักษาไปเรื่อยๆ

การดำเนินโรค

อาการปวดแต่ละครั้งจะเป็นนานเป็นชั่วโมงๆ จนเป็นสัปดาห์ หรือแรมเดือน เมื่อได้รับการรักษาที่ ถูกต้องก็มักจะทุเลาไปได้ แต่เมื่อขาดการรักษา และ มีสิ่งกระตุ้นก็อาจกำเริบได้อีก จึงมักจะเป็นๆ หายๆ ได้บ่อย

ความชุก

โรคนี้พบได้บ่อย คือประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ที่ปวดศีรษะจะมีสาเหตุจากโรคนี้ พบได้ในคนทุกวัย เริ่มเป็นครั้งแรกตั้งแต่วัยรุ่น หรือวัยหนุ่มสาว (มีโอกาสน้อยมากที่จะมีอาการครั้งแรกหลังอายุ 50 ปีไปแล้ว) และพบมีอาการกำเริบบ่อยในช่วงอายุ 20-50 ปี พบว่าผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายประมาณ 1.5-2 เท่า

อาการ

ลักษณะเฉพาะของโรคนี้คือ ผู้ป่วยจะมีอาการ ปวดตื้อๆ หนักๆ ที่ขมับ หน้าผาก กลางศีรษะ หรือท้ายทอยทั้ง 2 ข้าง หรือทั่วศีรษะ หรือปวดรอบศีรษะคล้ายเข็มขัดรัด ต่อเนื่องกันนานครั้งละ 30 นาทีถึง 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่มักจะปวดนานเกิน 24 ชั่วโมง บางคนอาจปวดนานติดต่อกันทุกวันเป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นแรมเดือนโดยที่อาการปวดจะเป็นอย่างคงที่ ไม่ปวดรุนแรงขึ้นจากวันแรกๆ ที่เริ่มเป็น ส่วนมากจะเป็นการปวดตื้อๆ หนักๆ พอรำคาญหรือรู้สึกไม่สุขสบาย ส่วนมากที่อาจปวดรุนแรงจนเป็นอุปสรรคต่อการทำกิจวัตรประจำวัน ผู้ป่วยจะไม่มีไข้ ไม่เป็นหวัด ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือตาพร่าตาลาย และไม่ปวดมากขึ้นเมื่อถูกแสง เสียง กลิ่น หรือมีการเคลื่อนไหว ของร่างกาย อาการปวดศีรษะอาจเริ่มเป็นตั้งแต่หลังตื่นนอนหรือในช่วงเช้าๆ บางคนอาจเริ่มปวดตอน บ่ายๆ เย็นๆ หรือหลังจากได้คร่ำเคร่งกับงานมาก หรือขณะหิวข้าว หรือมีเรื่องคิดมาก วิตกกังวล มีอารมณ์ซึมเศร้าหรือนอนไม่หลับ

การดูแลตนเอง

เมื่อมีอาการปวดศีรษะเพียงเล็กน้อย ควรกินยาพาราเซตามอลบรรเทา 1-2 เม็ด นั่งพัก นอนพัก ใช้นิ้วบีบนวด

ควรไปปรึกษาแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

มีอาการปวดรุนแรง หรืออาเจียนรุนแรง

มีอาการปวดมากตอนเช้ามืด จนสะดุ้งตื่น หรือปวดแรงขึ้นและนานขึ้นทุกวันl มีอาการเดินเซ แขนขาอ่อนแรง หรือ ชักกระตุก

มีอาการตาพร่ามัว และตาแดงร่วมด้วย

มีอาการปวดศีรษะหลังจากได้รับบาดเจ็บ ที่ศีรษะ ดูแลตนเอง 2-3 วันแล้วไม่ดีขึ้น

มีความวิตกกังวล หรือไม่มั่นใจที่จะรักษาตนเอง

การป้องกัน

ผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้กำเริบ โดยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าปล่อยให้หิว อย่าคร่ำเคร่งกับงานมากเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้สายตาจนเมื่อยล้า ออกกำลังเป็นประจำ หาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ ถ้าจำเป็นควรกินยาป้องกันตามที่แพทย์แนะนำ

อ้างอิง...นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 336 เดือน/ปี: เมษายน 2550 คอลัมน์: สารานุกรมทันโรค นักเขียนหมอชาวบ้าน: รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ที่มา...https://www.doctor.or.th/article/detail/4129

น่าสนใจ 10 วัน 3 กิโล แค่กินกล้วยตามเวลานี้


น่าสนใจ 10 วัน 3 กิโล แค่กินกล้วยตามเวลานี้

สำหรับการกินกล้วยนั้น เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ เมื่อนักแสดงสาวชาวญี่ปุ่นFukada Kyoko กินกล้วยเป็นอาหารเช้าและลดน้ำหนักลงไปได้ถึง12กิโลกรัม ทำให้กล้วยกลายเป็นผลไม้ลดความอ้วนยอดฮิตไปแล้วตอนนี้ แต่เพื่อนรู้ไหมว่า จริงๆแล้วกินกล้วยตอนมื้อเย็นเห็นผลมากกว่าอีกนะ

ทางด้านผลการวิจัยของMatsuoi Tsuneo ที่ได้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านลำไส้ชาวญี่ปุ่น ระบุว่าปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะกินอาหารเช้าปริมาณน้อยแต่กินอาหารเย็นเต็มที่ หากเราเปลี่ยนนิสัยการกินมื้อเย็นได้ การลดน้ำหนักก็จะเห็นผลเร็วมากขึ้น ได้มีคำแนะนำว่าก่อนอาหารมื้อเย็นให้กินกล้วยสัก2ผลตามด้วยน้ำเปล่า200มล. อีก1แก้ว

หลังจากนั้น30นาทีค่อยกินอาหารเย็น เพราะการกินกล้วยจะช่วยลดความอยากอาหาร ยิ่งกว่านั้นก็ไม่ต้องอดอาหารอย่างทรมาน แล้วยังไม่ทำให้กลับมาอ้วนอีก ใช้เวลาสั้นๆแค่10วันก็สามารถลดน้ำหนักได้ถึง3กิโลกรัม

ขอดีของการกินกล้วยในมื้อเย็น

1. สารอาหารมากมายและให้พลังงานต่ำ สำหรับกล้วย1ผลให้พลังงาน86กิโลแคลอรี่(ประมาณ100กรัม) เมื่อเปรียบกับข้าว1ถ้วยที่ให้พลังงาน250กิโลแคลอรี่ แล้วกล้วยยังทำให้อิ่มอยู่ท้อง ไม่หิวง่าย สารอาหารที่อยู่ในกล้วยมีทั้งวิตามินB6, วิตามินC,แมกนีเซียม, โพแทสเซียมและแร่ธาตุต่างๆที่จำเป็นในการเสริมสร้างร่างกาย

2. เป็นผลมีใยอาหารสูง ช่วยในการขับถ่าย ในกล้วยนั้นมีเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ช่วยเพิ่มจำนวนโปรไบโอติกและระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ และยังมีเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบลำไส้ ลดอาการท้องผูก

3. กระตุ้นโกรทฮอร์โมน ลดริ้วรอยชะลอความแก่ สำหรับร่างกายของเรายังสร้างโกรทฮอร์โมนหรือฮอร์โมนแห่งการเจริญวัย และยังช่วยชะลอวัยและเผาผลาญพลังงานมากที่สุดในช่วงเข้านอนเวลา(ช่วงเวลา23.00-01.00) เมื่อเรากินกล้วยในมื้อเย็นแล้ว กรดอาร์จีนีนในกล้วยจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยโกรทฮอร์โมนออกมา ช่วยชะลอความแก่ ลดความอ้วนได้ดี ทั้งนี้ในกล้วยมีโพแทสเซียมสูงที่ผู้ป่วยโรคไตควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนที่จะรับประทาน

ประโยชน์ของกล้วยนั้นมีมากมายจริงๆ นับจากวันนี้ฉันจะกินกล้วยทุกวันเลย!

ที่มา : newsfresh.net